MY WORLD

เบียร์ พิซซา แชมเปญ และคาเฟ่ กับมรดกโลกบริโภคได้

ในขณะที่เครื่องดื่มมึนเมาอย่าง 'เบียร์' เป็นของแสลงในหลากหลายวัฒนธรรมทั่วโลก กระนั้นในประเทศเบลเยียม เบียร์กลับเป็นหนึ่งในความภาคภูมิ และเมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมานี้ UNESCO ก็เพิ่งประกาศให้วัฒนธรรมการดื่มและผลิตเบียร์ในเบลเยี่ยมได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม! 

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้เขียนเคยเล่าถึงการเปิดใช้งานท่อส่งเบียร์ใต้ดินแห่งแรกของโลกใต้เมืองมรดกโลกในประเทศเบลเยียมอย่างบรูจส์ไปแล้ว (อ่านเพิ่มเติมได้ที่http://www.chiangmaiworldheritage.net/detail_show.php?id=39&lang=th) ซึ่งผู้อ่านหลายคนก็ทราบดีว่า 'วัฒนธรรมการดื่มเบียร์' กับคนเบลเยียมแน่นแฟ้นกันมากแค่ไหน (เบลเยียมมีประวัติการทำเบียร์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ผลิตโดยนักบวชภายในโบสถ์ ปัจจุบันมีโรงเบียร์อยู่ในประเทศมากกว่า 200 โรง และมีเบียร์หลากหลายถึง 1,500 ชนิด) ท่อส่งเบียร์ใต้ดินในเมืองมรดกโลกว่าเป็นนวัตกรรมสุดล้ำในบริบทของความคลาสสิคแล้ว หากการขึ้นทะเบียน 'อุตสาหกรรมเบียร์และวัฒนธรรมการดื่มเบียร์' ของประเทศเบลเยียมให้เป็นมรดกโลกนี่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าใคร่ครวญไม่น้อยถึงประเด็นการพิเคราะห์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างน่าสนใจ 

วัฒนธรรมการทำเบียร์ช่วยส่งเสริม ‘ความเป็นหนึ่งเดียว’ ของประเทศที่มีภาษาราชการถึง 3 ภาษา ทั้งยังเป็นวัฒนธรรมที่ก่อให้เกิดเทศกาล ความคิดสร้างสรรค์ และพิพิธภัณฑ์มากมายทั่วเมืองอีกด้วย Jean-Louis Van de Perre ประธานสหพันธ์ผู้ผลิตเบียร์ของเบลเยียมบอกถึงเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเป็นหนึ่งในผู้ที่เคลื่อนไหวเสนอเครื่องดื่มที่เขาโปรดปรานให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณา

นอกจากนี้แถลงการณ์ของ UNESCO ในเว็บไซต์ www.unesco.org ยังระบุว่านอกจากเบียร์จะเป็นอาหารประจำชาติของเบลเยี่ยม หากกิจกรรมการต้มเบียร์ยังช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศในด้านการกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และส่งผ่านภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งนี้ยังรวมไปถึงการสร้างสรรค์กระบวนการผลิตเบียร์ที่ยั่งยืน ทั้งการรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์ และเทคโนโลยีในการลดการใช้น้ำ เป็นต้น (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unesco.org/culture/ich/en/RL/beer-culture-in-belgium-01062)

เบียร์ไม่ใช่มรดกโลกทางวัฒนธรรมในฐานะ 'สิ่งที่รับประทานได้' รายแรกของโลก ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2015 ที่ผ่านมายูเนสโกก็เพิ่งประกาศให้ไร่องุ่นในเขต Burgundy และแหล่งทำไวน์ในเขต Champagne ซึ่งประกอบไปด้วยที่ลาดเขา บ้านพักอาศัย และห้องใต้ดิน เป็นมรดกโลก ในฐานะแหล่งผลิตไวน์และแชมเปญครบทุกกระบวนการมากันตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แม้ต่อมาระบบอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษที่ 19 จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต หากหมู่บ้านก็ปรับตัวเข้ากับมันอย่างคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ดั้งเดิมจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมมาตั้งแต่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกเสียอีก

ส่วนต้นปีที่ผ่านมาประเทศอิตาลี ประเทศที่มีจำนวนแหล่งมรดกโลกมากที่สุดในโลกก็เพิ่งเสนอเนอาโปลิตันพิซซา (Neopolitan Pizza) พิซซาตำรับของเมืองเนเปิ้ลส์ให้เป็นมรดกโลก และย้อนกลับไปในปี 2010 ตำรับอาหารเม็กซิกันก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และในปี 2011 เป็นวัฒนธรรมคาเฟ่ของกรุงเวียนนา (Vienna Coffee House Culture)   

ส่วนในปี 2017 นี้ นอกจากเบียร์แล้ว ยังมีวัฒนธรรมการทำขนมปัง Flatbread ของอาเซอร์ไบจัน, อิหร่าน, คาซัคสถาน, คีร์กีซสถาน และตุรกี ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมพร้อมกัน

ส่วนในประเทศไทยกำลังจะมีการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรม 5 มรดกด้วยกันภายในปี 2017 ที่กำลังจะมาถึง ได้แก่ โขน อาหารไทย มวยไทย มโนราห์ และการนวดแผนไทย และล่าสุดเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมเสนอ “การสวด-ประโคมย่ำยาม” ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ-พระศพตามโบราณราชประเพณีไทย ขึ้นบัญชีมรดกโลกในปี 2018 อีกด้วย

 

เรื่อง: chiangmaiworldheritage.net 
ภาพ:   1. www.lepainquotidien.com
          2. Wikepedia
          3. www.chicagotribune.com
          4. Wikepedia

แชร์บทความนี้

Add Line ID

เอาชีวิตรอดจากน้ำท่วมด้วยนวัตกรรมที่นำไปสู่มรดกโลกของเนเธอร์แลนด์

Le Harve มรดกโลกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากเถ้าถ่านหลังสงคราม

Wieliczka Salt Mine วิหารใต้ดินที่มีรสเค็ม