MY WORLD

Le Harve มรดกโลกที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จากเถ้าถ่านหลังสงคราม

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศฝรั่งเศส เลออาฟวร์ (Le Harve) คือเมืองชายฝั่งทะเลริมช่องแคบอังกฤษในจังหวัด Seine-Maritime แคว้นนอร์มังดี ด้วยทำเลที่ตั้งที่อยู่ห่างจากชายฝั่งอังกฤษเพียง 142 กิโลเมตร เลออาฟวร์จึงเป็นเมืองท่าที่รุ่งโรจน์มาตั้งแต่ศตวรรษที่ 16 นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่ตั้งของฐานทัพเรือในสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 เช่นเดียวกับในสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ที่เป็นฐานทัพสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์คือในระหว่าง ค.ศ. 1940-1944 เลออาฟวร์และเมืองอื่นๆ ในแคว้นนอร์มังดีถูกกองทัพนาซีของเยอรมนีเข้ายึดครอง พื้นที่ในเมืองได้ถูกเครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายหลายแห่ง ยังผลให้ชาวเมืองกว่า 5,000 คนเสียชีวิต และอีก 80,000 ชีวิตต้องไร้ที่อยู่อาศัย ย่านเมืองเก่าขนาด 150 เฮกตาร์ย่อยยับเกินเยียวยา


ภาพจาก wikimedia

กระนั้นก็ดี จากเถ้าถ่านหลังสงคราม เลออาฟวร์ได้รับการฟื้นฟูในรูปแบบที่ใกล้เคียงกับการสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ และเมืองเก่าในรูปโฉมใหม่ หรืออาจเรียกได้ว่าเมืองใหม่ในจิตวิญญาณดั้งเดิมของเลออาฟวร์ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2005 อย่างภาคภูมิ

เรื่องทั้งหมดต้องยกเครดิตให้ ออกุสต์ แปร์เรต์ (Auguste Perret) สถาปนิกชาวฝรั่งเศสที่เป็นผู้นำในการชุบชีวิตเมืองท่าที่เพิ่งประสบเคราะห์มาหมาดๆ


ภาพ August Perret จาก urbanattitude.fr 

ออกุสต์เป็นสถาปนิกชื่อดังแห่งศตวรรษที่ 20 เขามีบทบาทสำคัญในการนำวัสดุสมัยใหม่โดยเฉพาะคอนกรีตมาตีความรูปแบบสถาปัตยกรรมเก่า โดยเฉพาะรูปแบบนีโอคลาสสิค เขาได้รับการขนานนามว่า 'กวีแห่งคอนกรีต' (concrete poet) ออกุสต์เกิดที่เบลเยี่ยม แต่ทำงานอยู่ที่ฝรั่งเศส เขาเคยเป็นหัวหน้าของเลอ กอร์บูซีเย (Le Corbusier) สถาปนิกที่ไม่มีคนในแวดวงออกแบบและศิลปะคนไหนไม่รู้จักเขา ออกุสต์ได้รับรางวัลทางสถาปัตยกรรมหลายรางวัล โดยตั้งแต่ปี 1940 เขาเริ่มสอนที่ École des Beaux-Arts โรงเรียนศิลปะที่ทรงอิทธิพลที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรป

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฝรั่งเศสพยายามจะแสดงให้โลกเห็นถึงการรื้อฟื้นตัวเองจากเถ้าถ่านผ่านการบูรณะเมืองที่ถูกทำลายใหม่อีกครั้ง นั่นทำให้สถาปนิกใหญ่ท่านนี้ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าทีมสถาปนิกในโครงการสร้างเมืองเลออาฟวร์ขึ้นมาใหม่บนพื้นที่เมืองเก่าที่ถูกทำลายจนย่อยยับ

ออกุสต์ผสมผสานรูปแบบผังเมืองและสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเข้ากับวิถีคิดในการจัดการเมืองแบบใหม่และเทคโนโลยีการก่อสร้างล่าสุดโดยใช้คอนกรีตเป็นวัสดุสำคัญ ในช่วงระหว่างปี 1945-1964 เขาและทีมสถาปนิกกว่าหนึ่งร้อยชีวิตร่วมกันคืนชีพอาคารประวัติศาสตร์ ทั้งอนุสาวรีย์ อนุสรณ์สถาน ศาลากลาง อาคารตลาดหุ้น โบสถ์ ตลาด ย่านการค้า รวมทั้งสวนสาธารณะ พื้นที่กลางแจ้งที่เชื่อมระหว่างอาคาร จัตุรัส และพื้นที่สาธารณะอื่นๆ




ภาพเมืองเลออาฟวร์ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองซึ่งใช้เป็นหลักฐานในการบูรณะเมืองหลังถูกทำลายลง

การสร้างเมืองขึ้นมาใหม่บนพื้นที่เมืองเก่าของออกุสต์ถือว่าเป็นตัวอย่างในการบูรณะและวางผังเมืองที่โดดเด่นที่สุดในช่วงหลังสงคราม ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงการนำเทคโนโลยี เทคนิค และวิธีการสมัยใหม่มาปรับใช้ในการก่อสร้างอย่างชาญฉลาด เป็นนวัตกรรมที่อยู่บนฐานของการอนุรักษ์ที่ยอดเยี่ยม และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่เลออาฟวร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2005


ภาพเมืองเลออาฟวร์ยุคปัจจุบันจาก www.avidcruiser.com




ภาพเมืองเลออาฟวร์ในยุคปัจจุบัน จาก www.brittany-ferries.co.uk

ปัจจุบันเลออาฟวร์เป็นเมืองท่องเที่ยวชายทะเลที่สำคัญของแคว้นนอร์มังดี อยู่ห่างจากกรุงปารีสราว 2 ชั่วโมงครึ่ง และยังคงมีกลุ่มสถาปนิก นักออกแบบ นักอนุรักษ์ และอาสาสมัครจากวิชาชีพอันหลากหลายร่วมกันทำงานเพื่อการบูรณะและประชาสัมพันธ์คุณค่าของสถาปัตยกรรมในทศวรรษ 1950 อันเป็นผลงานของออกุสต์ แปรเรต์และคณะผ่านกิจกรรมหลากรูปแบบ ทั้งเทศกาล นิทรรศการศิลปะร่วมสมัยประจำปี การเสวนาทางสถาปัตยกรรมและผังเมือง รวมทั้งความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่ช่วยกันสืบสานคุณค่าของเมืองทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรมให้คงอยู่ต่อไป    

แชร์บทความนี้

Add Line ID

เอาชีวิตรอดจากน้ำท่วมด้วยนวัตกรรมที่นำไปสู่มรดกโลกของเนเธอร์แลนด์

Wieliczka Salt Mine วิหารใต้ดินที่มีรสเค็ม

เมื่อการท่องเที่ยวอยู่เหนือมรดก แง่ลบของการเป็นมรดกโลก