THE MASTER

หมอแมคกิลวารี มิชชั่นนารีคนแรกของเชียงใหม่ และรัฐประหารครั้งสำคัญของล้านนา

ผู้เขียนมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Silence (ชื่อไทย: ศรัทธาไม่เงียบ) ของ มาร์ติน สกอร์เซซี ที่เพิ่งลาโรงไปเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา นอกเหนือจากความประทับใจในเรื่องราวและบรรยากาศของการรับชม ตะกอนสำคัญที่ผู้เขียนได้รับอีกเรื่องก็คือการทำให้ผู้เขียนย้อนคิด จนนำมาสู่การสืบค้นประวัติศาสตร์ช่วงสำคัญช่วงหนึ่งของล้านนา ประวัติศาสตร์อันพ้องพานอย่างน่าสนใจแม้ว่าจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าเลยก็ตาม

Silence เล่าถึงประเทศญี่ปุ่นในยุคเอโดะ (ราวศตวรรษที่ 17) ซึ่งอยู่ระหว่างการปิดประเทศ และรัฐบาลไล่กวาดล้างผู้นับถือศาสนาคริสต์ทั้งหมด ทั้งนี้คำว่ากวาดล้าง หาใช่แค่การขับไล่ชาวตะวันตกออกนอกประเทศหรือบังคับให้ประชาชนกลับมานับถือศาสนาพุทธตามเดิม แต่ยังรวมถึงการทรมานจนไปถึงการประหารชีวิตผู้ที่แข็งขืนและยืนกรานจะนับถือพระผู้เป็นเจ้าต่อไป



แม้ไม่เกี่ยวโดยตรงกับเมืองเชียงใหม่ แต่เหตุความรุนแรงต่อทางเลือกในการนับถือศาสนาก็เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์ยุคใกล้ของล้านนา ในยุคที่ชาวตะวันตกนำศาสนาคริสต์เข้ามาเผยแพร่ครั้งแรกในเชียงใหม่ พร้อมกับการแพทย์และวิทยาการสมัยใหม่ กระทั่งเกิดมูลเหตุความขัดแย้งระหว่างพระมหากษัตริย์ล้านนาในยุคนั้นจนนำมาสู่การประหารชีวิตคริสต์ศาสนิกชน และเกิดรัฐประหารเปลี่ยนผู้ปกครองในที่สุด โดยสองบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในห้วงประวัติศาสตร์นี้จะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในยุคนั้น (กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร ครองราชย์ พ.ศ.2397-2413) และ นายแพทย์แดเนียล แมคกิลวารี หรือ ‘หมอแมคกิลวารี’ มิชชันนารีอเมริกันเพรสไบเทียน นิกายโปรแตสแตนต์  ผู้เป็นมิชชันนารีคนแรกของเชียงใหม่และเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนสตรีแห่งแรกของเมือง    

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากการเข้ามาเผยแพร่ศาสนาของคณะหมอบรัดเลย์ (แดน บีช บรัดเลย์) แพทย์ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาในสยามสมัยรัชกาลที่ 3 (หมอบรัดเลย์ท่านนี้ยังเป็นคนเริ่มต้นการพิมพ์อักษรไทยครั้งแรกอีกด้วย) โดยมีนายแพทย์แมคกิลวารี เป็นหนึ่งในคณะทำงาน ซึ่งเขาก็ยังเป็นลูกเขยของหมอบรัดเลย์อีกด้วย ช่วงนั้นสยามอยู่ในรัชสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยเชียงใหม่ยังอยู่ในสถานะของประเทศราชที่ต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาให้กรุงเทพฯ ทุกๆ 3 ปี ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์


พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์


นายแพทย์แดเนียล แมคกิลวารี

ความที่พระเจ้ากาวิโลรสฯ สนใจในการแพทย์สมัยใหม่ของมิชชันนารี โดยท่านยังยอมรับการฉีดยาและปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษจากคณะแพทย์ พระองค์จึงมีความประสงค์ให้วิทยาการทางการแพทย์นี้ไปเผยแพร่ในเชียงใหม่ ประกอบกับการที่คณะมิชชันนารีก็มีความประสงค์จะเผยแพร่ศาสนาอยู่แล้ว จึงมีการกราบทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ให้คณะของนายแพทย์แมคกิลวารีขึ้นไปปฏิบัติภารกิจที่เชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ การรักษาโรค จัดตั้งโรงเรียนที่มีการศึกษาแบบตะวันตก และการเผยแพร่คริสต์ศาสนา การเดินทางของนายแพทย์แมคกิลวารีเริ่มต้นเมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2410 โดยนั่งเรือทวนกระแสน้ำปิงขึ้นเหนือ ก่อนจะขี่ช้างต่อไป ใช้เวลาเดินทางเกือบ 3 เดือน    

นายแพทย์แมคกิลวารี และโซฟี ผู้เป็นภรรยา (บุตรสาวของหมอบรัดเลย์) ตั้งรกรากอยู่ในนครเชียงใหม่ด้วยการต่อเติมศาลาริมทางอย่างง่ายๆ อยู่กัน หาได้มีการรองรับจากทางการเชียงใหม่อย่างเอิกเกริกไม่ กระนั้นความที่สามีภรรยาคู่นี้เป็นชาวตะวันตกที่ดูคล้ายจะเป็นคู่แรกที่มาอาศัยอยู่ในนครเชียงใหม่ เมื่อชาวเชียงใหม่รู้ข่าวจึงแห่กันมาดูสามีภรรยา ‘ฝรั่ง’ คู่นี้ และความที่นายแพทย์แมคกิลวารีมีรูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดเครารุงรังเหมือนคนอินเดียที่ชาวเชียงใหม่เรียกกันว่า ‘กุลวา’ จึงเรียกนายแพทย์ว่า ‘กุลวาขาว’

นายแพทย์แมคกิลวารีพูดภาษาไทยได้บ้างและความที่เป็นคนมีไมตรีและมียารักษาโรคหลากหลาย ทั้งไข้มาลาเรีย ไข้ทรพิษ และคอหอยพอก ซึ่งเป็นโรคที่รักษายากในยุคนั้น ท่านจึงเป็นที่นิยมของคนเชียงใหม่ ในทางกลับกันท่านก็สบโอกาสในการเผยแพร่คริสต์ศาสนาสู่ชาวเชียงใหม่ไปพร้อมกัน จนปี พ.ศ.2412 หลังจากนายแพทย์แมคกิลวารีได้ย้ายมาสร้างบ้านไม้สักริมแม่น้ำปิงบนที่ดินที่พระเจ้ากาวิโลรสให้เช่า ชุมชนชาวคริสต์ในเชียงใหม่ก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นในทิศตะวันตกของแม่น้ำปิงนี่เอง  

กระนั้นทันทีที่คริสต์ศาสนาเริ่มเบ่งบานในเชียงใหม่ ชาวเชียงใหม่ที่เคร่งครัดในศาสนาพุทธเดิมก็เริ่มไม่ไว้วางใจ รวมทั้งพระเจ้ากาวิโลรสฯ เองที่ทรงเห็นว่าคริสต์ศาสนาที่พระองค์อนุญาตให้นายแพทย์แมคกิลวารีนำเข้ามา เริ่มสั่นสะเทือนความมั่นคงในความเชื่อและการปกครองของพระองค์

จนถึงจุดแตกหักจากเหตุการณ์ที่พระเจ้ากาวิโลรสฯ เกณฑ์แรงงานชาวบ้านไปขุดเหมืองฝายทดน้ำเข้านา หากมีแรงงานสองคน ได้แก่ หนานชัย และน้อยสัญญา ที่เข้ารีตเป็นคริสต์ศาสนิกชน ไม่ยอมไปทำงานวันอาทิตย์เหมือนคนอื่นๆ จากเหตุผลที่ว่าวันอาทิตย์เป็นวันซะบาโต หรือวันที่พระผู้เป็นเจ้าหยุดทำงาน การแข็งขืนไม่ยอมทำงานในวันอาทิตย์ของชายทั้งสองนั้นทำให้พระเจ้ากาวิโลรสฯ ผู้ที่มีความเด็ดขาดเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพิโรธ และสั่งให้มีกาประหารชีวิตสองคนนี้ขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากบันทึกของนายแพทย์แมคกิลวารี (ซึ่งต่อมาได้มีการตีพิมพ์เป็นอัตชีวประวัติ) ได้กล่าวว่าหนานชัย และน้อยสัญญา หาได้ขัดขืนต่อพระเจ้ากาวิโลรสฯ ไม่ หากยังไปทำงานตามเกณฑ์ในวันอาทิตย์อย่างไม่บิดพลิ้ว แต่ที่ถูกนำไปทรมานและประหารชีวิตก็เพราะทางการเชียงใหม่ต้องการ ‘ขู่’ ให้ชาวเมืองคนอื่นๆ ไม่นับถือศาสนาคริสต์ และเป็นการขับไล่คณะมิชชันนารีไปในตัว และนั่นทำให้นายแพทย์แมคกิลวารีแอบเขียนจดหมายฝากไปกับพ่อค้าชาวพม่าส่งไปยังหมอบรัดเลย์ที่กรุงเทพฯ      

“พวกเราอาจได้รับอันตรายร้ายแรงเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าท่านไม่ได้ข่าวคราวจากเราอีก ก็หมายความว่าเราได้ไปสวรรค์กันหมดแล้ว ขณะนี้เราได้สูญเสียสมาชิกของคริสตจักรไปสองคนแล้ว และคนอื่นๆก็ถูกหมายหัว อะไรจะเกิดขึ้นอีกเราไม่สามารถคาดคะเนได้” ความตอนหนึ่งของจดหมายกล่าวไว้เช่นนั้น  

ทันทีที่ได้รับจดหมาย หมอบรัดเลย์ก็รีบถือหนังสือไปหาสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริวงศ์ ผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 5จนมีการแต่งตั้งข้าหลวงขึ้นไปตรวจราชการพร้อมกับให้มิชชันนารี 2 คน ร่วมเดินทางขึ้นไปยังเชียงใหม่โดยด่วน ข้าหลวงจากราชสำนักและมิชชันนารีไปถึงเชียงใหม่เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ.2412 ได้มีพิธีต้อนรับในคุ้มหลวงอย่างเอิกเกริก และเมื่ออารักษ์อ่านพระราชสาสน์เกี่ยวกับเรื่องมิชชันนารีจบลงแล้วก็มีการสอบสวนถึงข้อกล่าวหาการประหารชีวิตหนานชัยและน้อยสัญญา จนทำให้เจ้ากาวิโลรสฯ ยอมรับด้วยอารมณ์พลุ่งพล่านว่า       

“ใช่แล้ว ไอ้สองคนนั่นต้องตายเพราะไปเข้ารีต ใครก็ตามที่ไม่นับถือศาสนาพุทธเราจะถือว่ามันกบฏต่อแผ่นดิน และจะประหารมันทุกคน เราจะไม่ขัดขวางการรักษาโรคของพวกท่าน แต่ถ้ายังขืนเผยแพร่ศาสนาต่อไป เราจะเนรเทศให้หมด”

คำประกาศของพระเจ้ากาวิโลรสฯ ทำให้ข้าหลวงจากกรุงเทพฯ และบรรดามิชชันนารีลงความเห็นกันว่าสถานการณ์ในเชียงใหม่อันตรายเกินกว่าที่หมอสอนศาสนาจะอยู่ต่อไปได้ แต่นายแพทย์แมคกิลวารีกลับคิดว่าพระเจ้ากาวิโลรสฯ คงไม่กล้าทำอะไรให้เป็นเรื่องใหญ่กระทบกระเทือนไปถึงราชสำนัก โดยเฉพาะกำหนดที่ท่านจะต้องเดินทางไปถวายเครื่องราชบรรณาการที่กรุงเทพฯ ก็ใกล้เข้ามาแล้ว จึงตัดสินใจไปขอเข้าเฝ้าพระเจ้ากาวิโลรสเป็นการส่วนตัวในวันรุ่งขึ้น และเป็นไปตามที่นายแพทย์คาด เมื่อพระเจ้ากาวิโลรสอารมณ์เย็นลง ก็เกิดการไกล่เกลี่ยและอนุญาตให้หมอสอนศาสนาอยู่เชียงใหม่ต่อไปได้

กระนั้นด้วยความกังวลจากหลายฝ่ายถึงอารมณ์หุนหันของพระมหากษัตริย์แห่งล้านนาพระองค์นี้ เมื่อพระเจ้ากาวิโลรสฯ เสด็จลงมาถวายเครื่องราชบรรณาการที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2413 สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริวงศ์ ผู้สำเร็จราชการในรัชกาลที่ 5 จึงตัดสินใจแก้ปัญหานี้อย่างเด็ดขาด โดยประกาศแต่งตั้งเจ้าอินทวิชยานนท์ ราชบุตรเขย ขึ้นครองนครเชียงใหม่แทน - การแต่งตั้งดังกล่าวจึงเป็นประหนึ่งการกระทำ ‘รัฐประหาร’ พระเจ้ากาวิโลรสฯ ไปโดยปริยาย ทั้งนี้การประกาศแต่งตั้งยังเกิดขึ้นระหว่างที่พระเจ้ากาวิโลรสฯ กำลังเสด็จกลับเชียงใหม่ อันเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้พระองค์ท่านตรอมใจจนถึงกับเส้นโลหิตในสมองแตก และสิ้นพระชนม์ชีพในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2413 ระหว่างทางเสด็จกลับคุ้มหลวงในเชียงใหม่ไม่ไกล

การรัฐประหารจากคำสั่งของกรุงเทพฯ ครั้งนั้น ยังเป็นห้วงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้พระมหากษัตริย์ในเชียงใหม่เริ่มถูกลิดรอนอำนาจในการบริหารบ้านเมืองลง เพราะหลังจากเจ้าอินทวิชยานนท์ขึ้นมาครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ก็ได้ทรงทูลขอเจ้าดารารัศมี ผู้เป็นราชธิดาของเจ้าอินทวิชยานนท์ ให้มาเป็นพระสนม ก่อนจะมีการเลื่อนฐานะเป็นพระราชชายา อันเป็นเหตุนำไปสู่การรวมเชียงใหม่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศและประเทศไทยในทุกวันนี้




นายแพทย์แดเนียล แมคกิลวารี และโซฟี บรัดเลย์ ภรรยา

กลับมาที่นายแพทย์แมคกิลวารี หลังจากที่พระเจ้าอินทวิชยานนท์ขึ้นปกครองเชียงใหม่ บรรยากาศของการนับถือศาสนาในหมู่ประชาชนก็ผ่อนคลายลง มีชาวเชียงใหม่หันไปเข้ารีตของศาสนาคริสต์มากขึ้น และพระเจ้าอินทวิชยานนท์ก็ทรงพระราชทานที่ดินให้กับคริสตจักรเพื่อใช้สำหรับการก่อสร้างโบสถ์คริสต์หลังแรกของเมืองเชียงใหม่ และจากการผลักดันของนายแพทย์ จึงมีการก่อตั้งโรงเรียนสตรีแห่งแรกของเชียงใหม่ นาม ‘โรงเรียนสตรีพระราชชายา’ (ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าดารารัศมี พระราชชายา) ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘โรงเรียนดาราวิทยาลัย’ ในปัจจุบัน


รูปจาก https://sophiamedia.blogspot.com/2009/02/blog-post_4640.html

คุณูปการของนายแพทย์แมคกิลวารี ยังรวมถึงการที่คณะมิชชันนารีอเมริกันเพรสไบเทียนนำงบประมาณมาก่อตั้งโรงพยาบาลแมคคอร์มิค ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ หมอแมคกิลวารีใช้ชีวิตที่เหลือเผยแพร่ศาสนาและรักษาผู้คนอยู่ที่เมืองเชียงใหม่กับภรรยาจนเสียชีวิต ร่างของพวกเขานอนอย่างสงบอยู่ภายในสุสานชาวคริสต์บนถนนเชียงใหม่-ลำพูนสายเก่า หรือที่ชาวเชียงใหม่รู้จักกันในชื่อ ‘สุสานบ้านเด่น’         
 

แชร์บทความนี้

Add Line ID

ทบทวนสังคมล้านนาร่วมสมัยกับบทเพลงของจรัล มโนเพ็ชร

5 พระราชกรณียกิจสำคัญที่เจ้าดารารัศมีฯ ฝากไว้ให้คนล้านนา

เฮือนเจียงลือ บ้านของนักเขียนและนักสะสมแห่งล้านนา