MY CHIANG MAI

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ ปรับโฉมใหม่แล้วนะ

ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสไปชมนิทรรศการถาวรภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ที่เพิ่งได้รับการปรับโฉมใหม่หมดและเปิดให้บริการเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา (หลังจากปิดปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556) จึงอยากนำประสบการณ์การรับชมมาบอกเล่ากัน

ต้องยอมรับว่าคำว่า 'พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ไทย)' เป็น 'ของแข็ง' ของใครหลายคนรวมถึงผู้เขียนด้วย เพราะเมื่อนึกถึงคำนี้ทีไร เรามักจะคิดถึงความทรงจำสมัยที่เรายังเป็นนักเรียนที่คุณครูต่างเกณฑ์ (บังคับ) ให้เรามาทัศนศึกษา ไม่ว่าเราจะอยู่จังหวัดไหนโรงเรียนเราใกล้พิพิธภัณฑ์ใดก็จะต้องไปเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์นั้น และสิ่งที่พบในภาพจำของใครหลายคนก็คงไม่ต่างกัน - โบราณวัตถุอันแห้งแล้งใต้แสงไฟนีออนสีขาวอันดาษดื่น หุ่นขี้ผึ้งที่จำลองวิถีชีวิตโบราณได้อย่างไร้ชีวิตชีวา หรือเครื่องถ้วยโถโอชามเก่าแก่ในตู้กระจกพร้อมคำอธิบายอันยาวเหยียด ที่ซึ่งถ้าครูไม่บอกให้จดเพื่อแลกคะแนน ก็คงไม่มีใครอ่าน พิพิธภัณฑ์ในประเทศไทยที่เด็กๆ อย่างเรารู้จักจึงเป็นเพียงสถานที่อันไร้จินตนาการที่เราจะมาเพียงครั้งเดียวและจะไม่ย้อนกลับมาอีก

กระนั้นในช่วง 4-5 ปีหลังมานี้ ภาครัฐที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการจัดการพิพิธภัณฑ์ภายในประเทศไทย ก็เริ่มตระหนักถึงจุดบกพร่องดังกล่าว จึงเริ่มมีการขับเคลื่อน พัฒนา และปรับปรุงพิพิธภัณฑ์หลายแห่งในบ้านเรา ดังจะเห็นได้จากการเปิดตัว มิวเซียมสยาม, หอนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ และหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ในกรุงเทพฯ ที่มีการหยิบใช้ความคิดสร้างสรรค์และความร่วมสมัยมาเป็นปัจจัยสำคัญในการเล่าเรื่องภายในพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างที่เชียงใหม่ก็มีการเปิดตัวเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงและกำลังอยู่ระหว่างการปรับโฉมหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ครั้งใหญ่ และเช่นกับล่าสุดกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ที่มีรูปโฉมใหม่ทันสมัยดีทีเดียว



พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเชียงใหม่ เป็นพิพิธภัณฑ์ระดับภูมิภาคที่บริหารจัดการโดยกรมศิลปากร จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับโบราณคดีและประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่และล้านนา ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงยุคสมัยที่เชียงใหม่รวมเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทย พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทำการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2516 ก่อนจะมีการปรับปรุงในปี พ.ศ. 2539 และปรับปรุงครั้งล่าสุดคือปี พ.ศ. 2556 โดยเพิ่งเปิดทำการในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมา

รูปโฉมของนิทรรศการถาวรภายในอาคารของพิพิธภัณฑ์ถือว่าเปลี่ยนไปมากทีเดียว ทั้งวิธีการจัดแสดงที่โปร่งโล่งสบายตา การจัดแสงไฟ ป้ายบอกข้อมูลและ information graphic ในแต่ละจุดที่ทำได้อย่างมีมาตรฐาน รวมทั้งการเลือกใช้โทนสีภายในที่รักษาอัตลักษณ์ล้านนาได้อย่างร่วมสมัย นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดียมาช่วยให้ข้อมูลตามจุดต่างๆ มีป้าย QR Code ติดมากับป้ายนิทรรศการเพื่อให้ผู้ชมสามารถสแกนไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากในสมาร์ทโฟนอีกด้วย รวมทั้งเทคโนโลยี AR Code ระบบไดโอรามาจำลองภาพสามมิติพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง 360 องศา









ในส่วนของเนื้อหานิทรรศการที่จากเดิมแบ่งออกเป็น 6 ส่วนจัดแสดง นิทรรศการใหม่ก็ได้ขยายออกเป็น 16 นิทรรศการย่อย แบ่งเป็นส่วนจัดแสดงชั้นล่าง 8 ห้อง และชั้นบนอีก 8 ห้อง ส่วนจัดแสดงชั้นล่างประกอบด้วยนิทรรศการที่ว่าด้วยพัฒนาการพระพุทธรูปศิลปะล้านนา ส่วนจัดแสดงพระแสนแซว่ ส่วนจัดแสดงพระพิมพ์ล้านนา ส่วนจัดแสดงเครื่องพุทธบูชาและเครื่องสักการะในพระพุทธศาสนา นิทรรศการที่จัดแสดงโบราณวัตถุพบในอำเภอฮอด, เครื่องถ้วยล้านนา, จิตรกรรมล้านนา และศิลปะในประเทศไทย

ส่วนจัดแสดงในอาคารชั้นบน 8 ห้องประกอบด้วย นิทรรศการยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ, สมัยประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ อาณาจักรล้านนา, ล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า, ล้านนาสมัยรัตนโกสินทร์, ความสัมพันธ์ระหว่างเชียงใหม่กับราชสำนักสยาม, พระพุทธศาสนาในอาณาจักรล้านนา และคติความเชื่อทางพุทธศาสนา









ผู้เขียนมีข้อติเล็กน้อยสำหรับนิทรรศการถาวรโฉมใหม่นี้ก็คือวิธีการเรียงลำดับของนิทรรศการ เนื่องจากคำแนะนำของเจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ที่บอกว่าผู้ชมควรจะเริ่มชมจากห้องจัดแสดงสุดท้าย (ห้องหมายเลข 16: นิทรรศการยุคก่อนประวัติศาสตร์ในภาคเหนือ) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณปีกในสุดของอาคารทางฝั่งขวา การจะเข้าชมห้องนิทรรศการนั้นจำเป็นต้องเดินผ่านโถงกลางบริเวณชั้นหนึ่งและชั้นสอง และต้องเดินตัดห้องนิทรรศการบนชั้นสองถึงสองห้อง ทำให้อรรถรสในการ 'ลำดับ' ข้อมูลและยุคสมัยต่างๆ เสียไปเล็กน้อย เพราะเราจะเห็นส่วนจัดแสดงอื่นๆ ก่อนจุดเริ่มต้น กระนั้นหากใครไม่ซีเรียสกับการถูก 'สปอยล์' ก่อนก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะหลังจากเราได้เริ่มต้นที่ห้องหมายเลข 16 เส้นทางการเดินชมพิพิธภัณฑ์ก็เรียงต่อกันจากชั้นบนลงมาชั้นล่างอย่างราบเรียบและไม่ทำให้สับสนแต่อย่างใด

โดยรวมถือเป็นการปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ที่ทำได้ทันสมัยมากขึ้น ดูง่าย (และน่าดูมากขึ้นเยอะ) ข้อมูลทำได้กระชับขึ้นซึ่ง QR Code ที่เพิ่มมาก็ช่วยอำนวยความสะดวกในการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ที่สำคัญคือแอร์เย็นฉ่ำ เดินได้เพลินทีเดียว ในอนาคตผู้เขียนคิดว่าพิพิธภัณฑ์น่าจะมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนเพิ่มเติมภายในพื้นที่หรือการจัดเสวนาและกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อดึงดูดให้ผู้ที่เคยมาชมนิทรรศการถาวรแล้วกลับมาเยี่ยมชมอีก ก็น่าจะเพิ่มชีวิตชีวาให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ไม่น้อย

5 สิ่งที่ต้องไม่พลาดชม

1. พระพุทธสิหิงห์

พระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับนั่งขัดสมาธิเพชรบนฐานหน้ากระดานเตี้ย ตามฐานข้อมูล รูปแบบพระพุทธรูปล้านนารุ่นแรก หรือแบบสิงห์ มีพระพักตร์กลม แสดงถึงรูปแบบที่สืบเนื่องมาจากศิลปะหริภุญไชยตอนปลาย อิทธิพลศิลปะพม่าแบบพุกาม ผสมผสานทางศิลปะและความเชื่อทางพุทธศาสนาจนกลายเป็นรูปแบบที่มีเอกลักษณ์ของล้านนา

2. เศียรพระแสนแซว่
เศียรพระพุทธรูปที่มีความสูงถึง 182 ซม. (หากสมบูรณ์ครบองค์สูงถึง 6 เมตร สอดคล้องกับที่เรียก "แซ่ว" ในภาษาเหนือ หมายถึง บานพับ พระแสนแซ่วจึงหมายถึงพระที่ต้องใช้สลัก เชื่อมต่อต่างๆ ขององค์พระจำนวนมาก, จดหมายเหตุกรุงศรี ยูทูป 2554) เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดยางกวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ในสมัยรัชกาลที่ 5 ถูกอัญเชิญไปไว้ที่วัดเบญจมบพิต กรุงเทพฯ จัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ต่อมาปี 2516 อัญเชิญกลับมาจัดแสดงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่ โดยตั้งอยู่บริเวณปีกอาคารด้านซ้ายบริเวณชั้นหนึ่ง



3. รอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุกและกระจก
รอยพระพุทธบาทที่มีอายุช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 - ต้นพุทธศตวรรษที่ 21 พบที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร สันนิษฐานว่าเป็นพุทธศิลปกรรมชิ้นเอกที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลของพญาติโลกราช จัดแสดงอยู่บนปีกฝั่งซ้ายบนชั้นสองของอาคาร





4. สัปคัป
หรือที่ประทับบนหลังช้างทำจากไม้และงาช้าง สลักลวดลายศิลปะล้านนาพุทธศตวรรษที่ 25 เป็นสมบัติของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่คนสุดท้าย ซึ่งท่านทรงถวายให้กับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวประทับเมื่อครั้งเสด็จเลียบนครเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 2469



5. กล้องสามมิติ (ถ้ำมอง) พร้อมโปสการ์ด
สมบัติของเจ้าดารารัศมี พระราชชายา

กล้องสามมิติพร้อมโปสการ์ดเป็นประดิษฐกรรมจากยุโรปที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้กับเจ้าดารารัศมี พระราชชายาไว้สำหรับดูเล่นระหว่างเดินทางกลับเชียงใหม่


รูปจาก http://www.eventthai.com



------------------------------------------------------------------------
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เชียงใหม่
เปิดวันพุธ-อาทิตย์ 9.00-16.00 น. (หยุดวันนักขัตฤกษ์)
ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท (นักเรียนและภิกษุไม่เสียค่าเข้าชม)
ชาวต่างชาติ 100 บาท
ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ (เชียงใหม่-ลำปาง) ขาออก เลยวัดเจ็ดยอด
ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่
โทร. 0 5321 7665

 

                    

แชร์บทความนี้

Add Line ID

พิพิธภัณฑ์ชุมชนพวกแต้ม พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งใหม่ของเชียงใหม่

พิพิธภัณฑ์ชุมชนพวกแต้ม พิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งใหม่ของเชียงใหม่

กาดมัสยิดบ้านฮ่อ ตลาดนัดยามเช้าของชาวยูนนานในเชียงใหม่