MY CHIANG MAI

5 เหตุผลว่าทำไมคนเชียงใหม่ถึงหวงแหนดอยสุเทพ

อย่างที่รับรู้กัน, คนเชียงใหม่ส่วนใหญ่เป็นคนเรียบง่าย ใจเย็น อ่อนน้อม และถ้าเทียบกับผู้คนในภูมิภาคอื่น เราน่าจะเป็นกลุ่มคนที่รู้จักการประนีประนอมมากที่สุดในประเทศแล้ว แต่นั่นล่ะ ก็ใช่ว่าคนเชียงใหม่จะใจเย็นหรือประนีประนอมไปเสียทุกเรื่อง แน่นอนโดยเฉพาะกับเรื่องใดก็ตามที่กระทบต่อ 'ดอยสุเทพ'

ตั้งแต่การถกเถียงกับภาครัฐในการสร้างทางยกระดับ การต่อต้านกระเช้าไฟฟ้า ไปจนถึงการกดดันให้วัดพระธาตุดอยสุเทพปรับปรุงทัศนียภาพ และล่าสุดกับโครงการก่อสร้างบ้านพักข้าราชการบริเวณเชิงดอยสุเทพ จะเห็นได้ว่าคนเชียงใหม่ 'ตื่นตัว' กับการก่อสร้างอะไรก็ตามที่กระทบกับธรรมชาติและทัศนียภาพของภูเขาลูกนี้มากเป็นพิเศษ แน่ล่ะ ดอยสุเทพคือองค์ประกอบหนึ่งที่อยู่ใน 'คำขวัญ' ของจังหวัดเชียงใหม่ แต่ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกยังนี้มีอะไรมากกว่านั้น



หนึ่ง. เพราะดอยสุเทพทำให้มีเชียงใหม่ทุกวันนี้
หลังจากพบว่าเวียงกุมกามประสบกับปัญหาอุทกภัยอยู่เสมอ ท้ายที่สุดพระญามังรายก็ทรงค้นพบกับชัยภูมิในการสร้างเมืองใหม่ที่อยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเวียงกุมกามในระยะทางไม่ไกล ชัยภูมินั้นตั้งอยู่ที่ราบที่มีภูเขาสูงใหญ่ทางทิศตะวันตก และมีแม่น้ำระมิงค์พาดผ่านทางทิศตะวันออก ภูเขาสูงใหญ่ดังกล่าวเดิมชื่อ 'ดอยอ้อยช้าง' อันเนื่องมาจากแต่เดิมสันนิษฐานว่าผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์บนภูเขาลูกนี้เป็นจุดแวะพักสำหรับพลช้าง ผืนป่ามีความชื้นสูงและมีพืชหลากชนิดที่เป็นอาหารของช้าง เช่น อ้อย กล้วยป่า อ้อ เป็นต้น ที่สำคัญยังมีปริมาณน้ำมากพอสำหรับตั้งกองช้าง (ซึ่งกองช้างถือเป็นปัจจัยสำคัญในการขนถ่ายสิ่งของและเป็นแรงงานในการสร้างเมืองอีกด้วย)

กาลต่อมาคนเชียงใหม่รู้จักแม่น้ำระมิงค์ในชื่อแม่น้ำปิง ขณะที่มีตำนานเล่าว่าบนดอยอ้อยช้างคือสถานที่ที่ฤาษีวาสุเทพผู้ก่อตั้งเมืองลำพูนบำเพ็ญพรต ดอยอ้อยช้างแห่งนี้จึงถูกเรียกในกาลต่อมาว่า 'ดอยสุเทพ' ทั้งดอยสุเทพและแม่น้ำปิงถือเป็นเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้พระญามังรายตัดสินใจขุดคูและล้อมกำแพงก่อร่างสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อปี พ.ศ. 1839 ซึ่งผ่านมา 722 ปี เมืองยังคงมีชีวิตจนถึงปัจจุบัน


ที่มาของภาพ: http://www.siamensis.org/webboard/topic/359

สอง. เพราะนี่คือป่าต้นน้ำและ 'ปอด' ของคนเชียงใหม่
ความอุดมสมบูรณ์ของดอยสุเทพไม่เพียงแต่เอื้อประโยชน์ให้กับกองช้างที่มีบทบาทในการสร้างเมืองเชียงใหม่เมื่อเจ็ดร้อยกว่าปีก่อนเท่านั้น หากที่นี่ยังเป็นป่าต้นน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนในเวียงเชียงใหม่ ในอดีตกล่าวกันว่า มีรางรินไม้ที่ทอดยาวจากน้ำตกห้วยแก้ว ผันน้ำเข้าสู่เวียงอันเป็นรูปแบบของระบบชลประทานโบราณที่ทรงคุณค่า สมัยโบราณเสียงน้ำตกตาดห้วยแก้วดังกึกก้องกังวาน คนแก่เฒ่าเล่ากันว่า “เสียงน้ำตกตาดดังมาถึงในเวียงเชียงใหม่” เป็นเสียงแห่งความชุ่มเย็น ความอุดมสมบูรณ์พูนสุขของเมือง นอกจากนี้ความที่เป็นผืนป่าอุดมสมบูรณ์ใกล้เมือง ที่นี่จึงเป็นทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งธรรมชาติที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้เพียงไม่กี่อึดใจ



สาม. เพราะเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุดอยสุเทพ
ราว 60 ปีให้หลังนับตั้งแต่พระญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ พระพุทธศาสนาก็เริ่มเข้ามามีบทบาทต่อผู้คนในที่ราบเชิงดอยสุเทพแห่งนี้ นั่นคือรัชสมัยของพญากือนา กษัตริย์ล้านนาในลำดับที่ 6 นำเข้าพุทธศาสนาลังกาวงศ์เข้ามาเผยแพร่ ก่อนจะสร้างเจดีย์สวนดอกไว้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ 1 ใน 2 พระองค์ที่พระมหาเถระสุมน (พระสงฆ์สุโขทัยรุ่นแรกที่เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาถึงลังกา) ได้อัญเชิญมาจากสุโขทัยด้วย โดยสำหรับที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุองค์ที่ 2 นั้น พญากือนาได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุเสี่ยงทายบนหลังช้างเผือกมงคล ซึ่งช้างเผือกเชือกดังกล่าวก็ได้หันหน้ามุ่งขึ้นสู่ดอยสุเทพ และเมื่อไปถึงยอดดอยงาม จึงได้เดินประทักษิณสามรอบแล้วร้องเสียงคำรามกึกก้อง ก่อนจะมอบคุกเข่าลงและสิ้นลมหายใจ พญากือนาจึงอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานโดยสร้างพระเจดีย์ครอบไว้เพื่อให้ทุกคนได้สักการะบูชา นั่นคือที่ตั้งของวัดพระธาตุดอยสุเทพในทุกวันนี้



สี่. เพราะเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของเมือง
วัดพระธาตุดอยสุเทพถือเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ ไม่เฉพาะแลนด์มาร์คทางศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม เท่านั้น แต่ยังเป็นแลนด์มาร์คทางการท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมอันดับหนึ่งเสมอมา กล่าวกันว่าใครได้มาเชียงใหม่แล้วไม่มาสักการะพระธาตุดอยสุเทพก็เหมือนมาไม่ถึงเมืองเชียงใหม่ วัดพระธาตุดอยสุเทพจึงถือเป็นทรัพยากรทางการท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ เมืองที่มีรายได้หลักมาจากธุรกิจท่องเที่ยว วัดพระธาตุดอยสุเทพจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับผู้คนในเมือง รวมทั้งชาวเขาและเกษตรกรที่อาศัยอยู่รอบบริเวณมาหลายทศวรรษ



ห้า. เพราะเป็นสัญลักษณ์ของความร่วมแรงร่วมใจของผู้คนตลอดมา
นับตั้งแต่มีการประดิษฐานพระธาตุดอยสุเทพ ทุกๆ ปี ในช่วงวันวิสาขบูชา (ราวเดือนพฤษภาคม) ประชาชนทั่วทุกสารทิศต่างเดินทางมาขึ้นดอยสุเทพ เพื่อสรงน้ำและสักการะตามประเพณี โดยในสมัยโบราณทุกคนจะต้องเดินเท้าขึ้นสู่ดอยสุเทพ ซึ่งแสดงถึงความศรัทธา วิริยะ อุตสาหะ ในการไต่ระดับบุญที่เสมือนการปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้นไปจนถึงขั้นอรหันต์ ซึ่งหมายถึงพระบรมธาตุดอยสุเทพ อันเป็นหมุดหมายปลายบุญที่ทุกคนปารถนาสู่มรรคผลพระนิพพาน

ต่อมา ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ประสงค์ที่จะให้ทางบุญอันไปสู่มรรคผลนิพพานนั้นเดินทางได้ง่ายขึ้น จึงสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ ในปี พ.ศ. 2477 โดยได้รับความร่วมมือจากชาวเชียงใหม่ผู้เลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก กล่าวกันว่ามากเสียจนชาวเชียงใหม่ต้องแบ่งกันขุดทางด้วยจอบ เสียม เพียงคนละศอกละคืบเท่านั้น ถนนแล้วเสร็จใช้เวลาเพียง 5 เดือน กับ 22 วัน ระยะทาง 11 กิโลเมตร โดยไม่ได้อาศัยงบประมาณจากภาครัฐสักบาทเดียว ถนนเส้นนี้จึงเป็นถนนแห่งความศรัทธาของผู้คนจำนวนมากมายมหาศาล



ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชาวเชียงใหม่มีความตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัดต่อกิจกรรมหรือโครงการก่อสร้างใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อดอยสุเทพ เช่น โครงการก่อสร้างทางยกระดับบริเวณด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เชียงใหม่แอร์พอร์ต ที่บดบังทิวทัศน์ของดอยสุเทพ (แม้ภายหลังโครงการก่อสร้างจะได้รับการอนุมัติ หากก็เป็นบรรทัดฐานใหม่ต่อการก่อสร้างถนนในตัวเมือง จนสุดท้ายถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำพูน ที่แต่เดิมจะมีการสร้างทางยกระดับข้ามสี่แยก ต้องเปลี่ยนมาเป็นอุโมงค์ลอดแทน) หรือกรณีที่มีการสร้างโดมชมวิวสำหรับนักท่องเที่ยวภายในวัดพระธาตุดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2557 จนก่อให้เกิดทัศนอุจาดบดบังทิวทัศน์ของพระธาตุ ชาวเชียงใหม่ก็ออกมากดดันจนผู้สร้างต้องล้มเลิกโครงการในทีี่สุด

ยังมีความเคลื่อนไหวอีกหลายครั้งที่สะท้อนให้เห็นว่าดอยสุเทพไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นวิถีชีวิตและมรดกอันทรงคุณค่า - ทั้งทางธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม และความศรัทธา และเหล่านี้คือเหตุผลว่าทำไมแม้การมีอะไรมาบดบังทิวทัศน์เพียงเล็กน้อย หรือโครงการก่อสร้างที่กินพื้นที่ไม่ถึง 1% ของดอยสุเทพ และแม้ว่าจะถูกต้องตามกฎหมาย เหตุใดคนเชียงใหม่จึงไม่เห็นด้วยและยืนกรานจะให้รื้อทำลายด้วยอารมณ์โกรธกริ้วนัก... เพราะนี่คือสิ่งที่เข้าใจได้  

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ชมนิทรรศการ 84 ปี อินสนธิ์ วงศ์สาม ที่คาเฟ่แห่งใหม่กลางเมืองลำพูน

Kaomai Estate 1955 รับรางวัล UNESCO Asia-Pacific Awards for Cultural Heritage Conservation

เราพบกันเพราะหนังสือ