MY HERITAGE

ภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์: การอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์เอลิซาเบธ ไวนซ์ (Prof. Elizabeth Vines) เป็นอดีตประธานสภาโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ประจำประเทศออสเตรเลีย เธอเป็นสถาปนิกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านการอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ เริ่มต้นจากการขับเคลื่อนให้เกิดการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองเก่าอย่าง Beechworth ในรัฐวิกตอเรีย, Broken Hill ในรัฐนิวเซาธ์เวสต์ รวมไปถึงอาคารเก่าในเมลเบิร์น ศ.เอลิซาเบธยังมีบทบาทในการร่วมอนุรักษ์อาคารประวัติศาสตร์ในเอเชียหลายแห่ง อาทิ Ohel Leah ในฮ่องกง, กลุ่มอาคารในเมืองปีนังและมะละกา ประเทศมาเลเซีย รวมไปถึงเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ ฯลฯ





นอกจากนี้ ศ.เอลิซาเบธยังเป็นผู้เขียนหนังสือในชุด Streetwise หนังสือที่เป็นเหมือนคู่เมืองในการทำความเข้าใจในการอนุรักษ์ย่านประวัติศาสตร์ท่ามกลางกระแสของการพัฒนาสมัยใหม่ซึ่งมีส่วนในการทำลายคุณค่าดั้งเดิมของสถาปัตยกรรมและวิถีชีวิตผู้คน



บนเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ.2561 ที่ผ่านมา คณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก ได้รับเกียรติจาก ศ.เอลิซาเบธ ไวนซ์ บรรยายในหัวข้อ 'ข้อแนะนำเกี่ยวกับภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ (Historical Urban Landscape: HUL) โดยชี้ให้เห็นว่าข้อแนะนำที่ร่างขึ้นโดยยูเนสโกนี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาเมืองสมัยใหม่รอบโลก โดยที่รากเหง้า รูปแบบสถาปัตยกรรม หรือวิถีดั้งเดิมของผู้คนจะไม่ถูกกลืนหายไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง



“ต้องยอมรับว่าการพัฒนาเมืองโดยเฉพาะในทวีปเอเชียที่มีย่านเก่าแก่หลายแห่งในปัจจุบัน ขาดแคลนซึ่งความเข้าใจในการอนุรักษ์มรดกดั้งเดิม นี่ไม่เพียงจะส่งผลให้ความงามจากสถาปัตยกรรมเก่าแก่สูญหายไปเท่านั้น หากวิถีชีวิตและองค์ความรู้เก่าก่อนก็พลอยจะเลือนหายไปด้วย ทั้งๆ ที่องค์ความรู้เหล่านี้คือกุญแจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน" ศ.เอลิซาเบธ กล่าว

ศ.เอลิซาเบธ ชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างอันเป็นรูปธรรม นั่นคือการต่อเติมหรือการก่อสร้างอาคารสมัยใหม่ที่เจ้าของโครงการไม่ได้คำนึงถึงความกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ทั้งรูปแบบ การเลือกใช้วัสดุ โทนสี สัดส่วน และความสูง ไปจนถึงบริบทดั้งเดิมของพื้นที่ จนทำให้การก่อสร้างนั้นๆ ได้ทำลายภูมิทัศน์อันสวยงาม ลามไปถึงการสร้างทัศนอุจาดให้แก่เมือง - "เช่นนั้นแล้วการทำให้ทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการ มีความเข้าใจในภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ (HUL) จะทำให้ผู้คนมองภาพของเมืองแบบเดียวกัน มองคุณค่าของเมืองในมุมเดียวกัน และมีจิตสำนึกร่วมในการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองต่อไป"





ข้อแนะนำเกี่ยวกับภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ (HUL) เป็นแนวทางการอนุรักษ์เมืองที่ได้รับการรับรองจากยูเนสโกเมื่อปี พ.ศ.2554 เป็นเครื่องมือบูรณาการนโยบายเข้ากับการปฏิบัติเพื่อการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและย่านประวัติศาสตร์ โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้การพัฒนาเมืองเคารพในคุณค่าของมรดกธรรมชาติและวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับภูมิทัศน์เมือง โดยยูเนสโกได้แนะนำให้ประเทศภาคีสมาชิกนำไปประยุกต์ใช้ในแนวทางที่เหมาะสมกับประเทศของตน โดยนำไปใช้ในการปรับปรุงเมืองทั้งทางตรง และนำมาประยุกต์ใช้เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเชิงนโยบาย





“แม้จะเป็นแนวคิดเชิงนโยบายที่ดูเหมือนว่าภาครัฐเป็นฝ่ายนำมาบังคับใช้แบบบนลงล่าง (top down) แต่นั่นก็เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหัวใจสำคัญของ HUL คือการตระหนักรู้และเริ่มขับเคลื่อนจากผู้คนในชุมชน HUL จึงควรเริ่มต้นจากการทำแผนที่วัฒนธรรมชุมชน เพื่อให้ผู้คนเข้าใจถึงขอบเขตและพื้นที่ที่มีคุณค่าในชุมชนของตนเอง ก่อนจะร่วมกำหนดทิศทางของการพัฒนาของพื้นที่ตัวเอง เป็นกระบวนการแบบล่างขึ้นบน (bottom up)"

ศ.เอลิซาเบธ ได้ไล่เรียงถึงขั้นตอนของการพัฒนาเมืองโดยคำนึงถึง HUL ดังนี้

  1. สำรวจและทำความเข้าใจกายภาพและคุณค่าของเมือง รวมไปถึงทรัพยากรบุคคลในพื้นที่ ผ่านการให้ชาวชุมชนร่วมกันจัดทำแผนที่ทรัพยากรวัฒนธรรม เพื่อให้ตระหนักถึงคุณค่าร่วมกัน และวัดความต้องการของผู้คนในท้องถิ่น
  2. การสร้างฉันทามติร่วมของผู้คนในพื้นที่ กล่าวคือ การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม ทั้งในระดับผู้คนในชุมชนและผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต
  3. ประเมินจุดอ่อนและผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ รวมไปถึงผลกระทบจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะมีผลต่อโครงการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างไร โดยข้อนี้ไม่ใช่เฉพาะผลกระทบทางด้านศิลปวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตของผู้คนเท่านั้น หากยังรวมถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อันเป็นปัจจัยทางตรงที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้คนในชุมชน
  4. บูรณาการคุณค่าและจุดอ่อนของการอนุรักษ์ และผลักดันเข้าสู่แผนพัฒนาเมือง โดยมีเป้าหมายในการสร้างเมืองที่มีความเป็นอยู่ที่ดี (city livability) กล่าวคือเป็นเมืองที่มีสาธารณูปโภคครบครัน มีความเจริญ หากก็เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศน่าอยู่อาศัย มีคุณภาพชีวิตที่ดี และที่สำคัญคือยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมดั้งเดิมได้อย่างดี อาทิ เมืองอย่างเมลเบิร์น (ออสเตรเลีย), แวนคูเวอร์ และมอนทรีออล (แคนาดา) รวมไปถึงการปรับปรุงพื้นที่บางส่วนของเมืองเป็นพื้นที่สาธารณะที่เปี่ยมความคิดสร้างสรรค์ อาทิ สวนสาธารณะ High Line ในนิวยอร์กที่ปรับปรุงจากทางยกระดับร้าง, การเปลี่ยนย่านอุตสาหกรรมเก่าเป็นสวนสาธารณะที่ Paddington ในซิดนีย์ หรือการเปลี่ยนที่จอดรถเป็นสวนสาธารณะ Lowenthal ในบอสตัน เป็นต้น




     
  5. กระตุ้นให้ทุกคนจัดลำดับความสำคัญของการอนุรักษ์ให้เท่าเทียมกับการพัฒนา แนวคิดนี้ยังอยู่ในกรอบของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนในปีค.ศ. 2030 ด้วย
  6. สร้างเครือข่ายพันธมิตรและแผนการจัดการในระดับท้องถิ่น พ้นจากความตระหนักรู้ในแต่ละชุมชน การสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน และเครือข่ายระหว่างชุมชนกับผู้ประกอบการและภาครัฐ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการร่วมพัฒนา เพราะเป้าหมายสำคัญของ HUL หาใช่การอนุรักษ์ย่านประวัติศาสตร์ที่สำคัญของเมือง หากเป็นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นเป้าหมายและใจความสำคัญเดียวกับแนวคิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ


แม้ HUL จะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเมื่อปี พ.ศ.2557 ที่ผ่านมา เทศบาลนครเชียงใหม่ก็ยังได้ปรับใช้แนวทางนี้ในการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ - ซึ่งมีอัตลักษณ์ของความเป็นเมืองประวัติศาสตร์อยู่อย่างชัดเจน- ด้วย อาทิ การผลักดันให้เกิดเทศบัญญัติควบคุมอาคารในเขตคูเมือง (รูปแบบ ความสูง สัดส่วน และโทนสีของอาคารที่สร้างขึ้นใหม่หรือต่อเติมบูรณะ), การเพิ่มทางเลือกในระบบขนส่งมวลชน, เส้นทางจักรยาน รวมไปถึงการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อตรวจตราความปลอดภัย และการจัดระเบียบเสาไฟฟ้า กระนั้น แม้จะมีการประกาศเชิงนโยบายมาเกือบ 4 ปีแล้ว หากเชียงใหม่ของเรามี 'ความน่าอยู่' เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากน้อยเพียงใด (หรืออธิบายอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด เชียงใหม่เรามีถนนที่ปลอดเสาไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมาสักสายบ้างหรือไม่?)

สิ่งที่น่าย้อนกลับไปใคร่ครวญ หาใช่ประสิทธิผลของเครื่องมือที่เรียกว่า HUL นี้ หากเป็นกระบวนการตั้งต้นที่ผู้คนในชุมชนเมืองของเราได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง รวมไปถึงการตรวจสอบการทำงานและผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด เพราะการพัฒนาและอนุรักษ์เมืองจะไม่มีประโยชน์อันใดเลย หากนโยบายทั้งหมดล้วนได้รับการร่างขึ้นโดยภาครัฐ และนำมาบังคับใช้แต่เพียงถ่ายเดียว โดยประชาชนไม่อาจรับรู้อะไรด้วยเลย

และนี่คือความท้าทายที่ทุกภาคส่วนในเมืองเชียงใหม่ของเรา ควรนำกลับมาพิจารณาและขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะความน่าอยู่ของเมือง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโครงการต่างๆ ที่ภาครัฐพยายามจะสรรค์สร้าง แต่เป็นความพึงพอใจในวิถีชีวิตของผู้คนที่รัฐกำลังรับผิดชอบอยู่มากกว่า

(หมายเหตุ: พารากราฟสีน้ำเงินส่วนท้าย เป็นความคิดเห็นของผู้เรียบเรียง ภาพประกอบทั้งหมดมาจากสไลด์การนำเสนอของศาสตราจารย์เอลิซาเบธ ไวนซ์)
 

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความคืบหน้าการเสนอพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

สำรวจผังเมืองคย็องจู เพื่อย้อนกลับมาดูการเปลี่ยนผ่านของเมืองเชียงใหม่

บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี