MY HERITAGE

บทเรียนจากจอร์จทาวน์: จัดการมรดกโลกอย่างไรให้เป็นเมืองน่าอยู่สำหรับทุกคน


ประหนึ่งเหรียญที่มีสองด้าน การที่เมืองใดสักเมืองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก นอกจากผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและการยกระดับการอนุรักษ์พื้นที่ของมรดกเมืองแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้วยรางวัลดังกล่าวก็ทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลจากทั่วโลกต่างถาโถมเข้ามา และหากไม่มีการจัดการที่ดีพอ สิ่งนี้ก็จะค่อยๆ เปลี่ยนสถานะจากเมืองที่มีมรดกควรค่าแก่การอนุรักษ์ เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยวที่เจ้าของบ้านเริ่มไม่มีความสุข ดังจะเห็นได้จากเมืองมรดกโลกหลายๆ แห่งทั้งในภูมิภาคของเราเองและในยุโรป

ตั้งอยู่บนเกาะปีนัง คาบสมุทรมลายู ทางตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย จอร์จทาวน์คือเมืองหลวงของรัฐปีนัง เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สองของประเทศ นี่คือเมืองที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นที่มั่นทางการค้าของอังกฤษเมืองแรกในภูมิภาคตะวันออกไกลเมื่อปี ค.ศ.1786 ทำให้ในกาลต่อมาจอร์จทาวน์จึงรุ่มรวยไปด้วยอาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างตะวันออกและตะวันตก จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกพร้อมกับเมืองมะละกา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ค.ศ. 2008


คุณ Ng Xin Yi จาก George Town World Heritage Incorporated (GTWHI)

ปี 2018 นี้นับว่าครบ 10 ปีพอดีที่จอร์จทาวน์และมะละกาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คุณ Ng Xin Yi นักจัดการวัฒนธรรมจาก George Town World Heritage Incorporated (GTWHI) องค์กรที่ทำหน้าที่หลักในการประสานความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ เพืื่อการอนุรักษ์เมืองมรดกโลกของจอร์จทาวน์ ให้เกียรติคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลกมาเล่าถึงประสบการณ์การจัดการเมืองมรดกโลกอย่างจอร์จทาวน์ และการสร้างสมดุลระหว่างเมืองท่องเทียวยอดฮิตกับเมืองของคนพื้นถิ่นที่ยังคงไม่สร่างซึ่งบรรยากาศน่าอยู่


รู้จักเมืองมรดกโลกจอร์จทาวน์
เริ่มต้นจากการเป็นเมืองท่าของอังกฤษในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 ชักนำพ่อค้าชาวจีนเข้ามาตั้งรกราก จนทำให้เมืองนี้มีสัดส่วนของประชากรชาวจีนพอๆ กับชาวมาเลย์ที่อาศัยอยู่เดิม ทั้งเจ้าอาณานิคมอังกฤษและพ่อค้าชาวจีนไม่เพียงร่วมกับชาวมาเลย์และชาวอินเดีย (ที่อาณานิคมอังกฤษเกณฑ์เข้ามา) ในการสร้างอาคารบ้านเรือนโดยเฉพาะตึกแถวเพื่อการค้าที่ต่อมาจะกลายเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ หากยังวางระบบการศึกษาให้กับเมืองจนครั้งหนึ่ง ปีนังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่ทันสมัยที่สุดแห่งยุค ก้าวล้ำมาก่อนสิงคโปร์และฮ่องกงเสียอีก กระทั่งภายหลังมาเลเซียได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ รัฐบาลกลางก็ค่อยๆ ลดความสำคัญของเมืองนี้ลงเพื่อไปพัฒนาเมืองหลวงอย่างกัวลาลัมเปอร์ หากปีนังก็ยังคงเป็นเมืองที่มีการพัฒนาและพลวัตรทางศิลปวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน




ภาพถ่ายจาก https://findingbeyond.com/2017/03/12/georgetown-old-town-penang/

ในปี 2008 ประเทศมาเลเซียเสนอชื่อจอร์จทาวน์และมะละกาโดยชี้ให้เห็นคุณค่าโดดเด่นที่เป็นสากล (Outstanding Universal Value: OUV) ในเกณฑ์ข้อที่ 2: การเป็นตัวอย่างของเมืองท่าที่มีวัฒนธรรมที่หลากหลายในภูมิภาคตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านการค้าขายและแลกเปลี่ยนทั้งสินค้าและวัฒนธรรมของชาวมาเลย์ จีน และอินเดีย ซึ่งสืบต่อกันมากว่า 500 ปี, เกณฑ์ข้อที่ 3: เป็นเครื่องยืนยันถึงหลักฐานของมรดกทางวัฒนธรรมที่ผสมผสานและยังคงมีชีวิต ทั้งในแง่ของศิลปะ ภาษา (ที่นี่มีผู้คนที่ใช้ภาษาต่างกันถึง 5 ภาษา) ความเชื่อ ประเพณี รวมไปถึงอาหารการกิน และเครื่องแต่งกาย ฯลฯ และเกณฑ์ข้อที่ 4: คือการที่เมืองมีตัวอย่างอันโดดเด่นของประเภทของสิ่งก่อสร้างอันเป็นตัวแทนของการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมผสมซึ่งไม่เหมืิอนเมืองใดในภูมิภาคตะวันออก



เมืองมรดกโลกของจอร์จทาวน์ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาด 2.59 ตารางกิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะปีนัง (พื้นที่อนุรักษ์ 1.09 ตรม. และพื้นที่กันชนอีก 1.50 ตรม.) ทั้งนี้พื้นที่ดังกล่าวมีอาคารและบ้านเรือนอยู่กันถึง 5,000 หลัง และมากถึง 77% ที่เป็นอาคารประวัติศาสตร์ โดยมีประชากรในพื้นที่ 738,500 คน โดยแต่ละย่านในเขตเมืองมรดกโลกก็ล้วนมีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน อาทิ ย่าน Armenian Street ที่เป็นย่านการค้าและแลนด์มาร์คการท่องเที่ยวผสมผสานระหว่างชาวมาเลย์ ชาวจีน และชาวตะวันตก, ย่าน Little India ที่เป็นแหล่งพักอาศัยหลักของชาวอินเดีย, ย่านไชน่าทาวน์ของชาวจีน, รวมไปถึงย่านที่มีคนไทยอาศัยอยู่ละแวกวัดไชยมังคลาราม เป็นต้น

George Town World Heritage Incorporated (GTWHI)
หลังจากที่จอร์จทาวน์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก คำถามสำคัญคือใครจะมาเป็นเจ้าภาพหลักในการอนุรักษ์และพัฒนาเขตมรดกฯ นี้ George Town World Heritage Incorporated (GTWHI) จึงได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยเป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ การจัดการ การให้การศึกษา การสร้างสรรค์กิจกรรม และการประชาสัมพันธ์เมืองมรดกโลกเมืองนี้ เพื่อคงไว้ซึ่งคุณค่าอันเป็นสากลของผู้คนทั่วโลกอันเป็นคอนเซปต์สำคัญของยูเนสโก



แม้ GTWHI จะเป็นหน่วยงานของภาครัฐ หากองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของนักอนุรักษ์ นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการ สถาปนิกผังเมือง และอื่นๆ องค์กรนี้ก็มีวิธีการทำงานในรูปแบบบริษัท โดยได้รับเงินสนับสนุนสองส่วนหลักๆ คืองบประมาณจากภาครัฐ และเงินสนับสนุนจากภาคเอกชนและประชาชน โดยบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมขององค์กรคือการให้คำแนะนำในด้านการอนุรักษ์แก่เจ้าของอาคาร สถาปนิก รวมไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารในพื้นที่ รวมไปถึงการจัดเวิร์คช็อปเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอนุรักษ์ต่างๆ แก่บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษา และการจัดกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมอันหลากหลาย โดยเฉพาะการจัดเทศกาล George Town Heritage Celebration เทศกาลทางศิลปวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดซึ่งชวนผู้คนจากทุกชุมชนในเมืองมาร่วมงานอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี



สำนักงานของ GTWHI ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2010 ตั้งอยู่ในอาคารทรงโคโลเนียลที่แต่เดิมเป็นคลินิกเก่าซึ่งเปิดทำการเมื่อปี 1930 บนถนน Acheen เป็นทั้งสำนักงานและห้องสมุด (หนังสือและสื่อดิจิทัล) ที่เปิดให้บุคคลทั่วไปสามารถเข้ามาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับแหล่งมรดกในเมือง ทั้งยังเป็นแลนด์มาร์คสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการชมตัวอย่างของอาคารอนุรักษ์ (และการรีโนเวทอาคาร) และข้อมูลต่อยอดถึงอาคารประวัติศาสตร์และโบราณสถานแห่งอื่นๆ ที่กระจายตัวอยู่ทั่วเมือง เรียกได้ว่าหากใครอยากเดินชมเมืองเก่าของปีนังเมืองนี้อย่างสนุกและเข้าถึงคุณค่าของสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรม การเริ่มต้นที่สำนักงาน GTWHI และหยิบแผนที่วัฒนธรรมที่องค์กรนี้ทำแจกไว้ ก็ช่วยยกระดับการท่องเที่ยวได้ไม่น้อย

โจทย์ไม่ใช่เพียงการอนุรักษ์ แต่จะทำยังไงให้เป็นเมืองสำหรับทุกคน
คุณ Ng Xin Yi เล่าว่าแม้พันธกิจหลักของ GTWHI คือการสร้างสรรค์กิจกรรมอันหลากหลายเพื่อนำไปสู่การอนุรักษ์เมือง หากหัวใจสำคัญของการทำงานที่สำคัญไปกว่านั้น คือการทำให้จอร์จทาวน์ยังคงมีความเป็นเมืองสำหรับผู้คน มีบรรยากาศที่น่าอยู่ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของผู้คนในหลายวัฒนธรรมยังคงได้รับการสืบสาน

“เช่นนั้นแล้ว เราจึงไม่ใช่กลุ่มนักวิชาการที่ทำงานแค่ฝ่ายเดียว แต่เราทำหน้าที่ประสานความร่วมมือและสร้างความเข้าใจในทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอง ภาคธุรกิจ และชาวบ้านในพื้นที่ จากนั้นก็เริ่มให้ทุกฝ่ายมาร่วมแบ่งปันปัญหาและร่วมกันหาทางแก้ไข...

...เรามองเมืองมรดกโลกจอร์จทาวน์ออกเป็น 4 ส่วนหลักๆ ได้แก่ ชุมชน, อาคารบ้านเรือน, ภูมิทัศนเมือง และการค้าการลงทุนที่ขับเคลื่อนเมือง จากนั้นก็เริ่มไล่เรียงปัญหาของแต่ละภาคส่วน เช่น ภูมิปัญญาดั้งเดิมของแต่ละชุมชนเริ่มจางหายเพราะช่องว่างระหว่างวัย, ผู้คนที่อาศัยอยู่ในอาคารเก่าแก่หลายแห่งไม่ใช่เจ้าของเอง, การขาดความรู้และงบประมาณในการบูรณะอาคารเก่า และปัญหาที่คนในเขตเมืองเก่าตัดสินใจย้ายไปอาศัยอยู่ในย่านนอกเมืองที่มีค่าเช่าหรือค่าครองชีพที่ต่ำกว่า เป็นต้น”

การที่ให้ผู้คนที่เป็นตัวแทนแต่ละภาคส่วนมาช่วยกันแบ่งปันเพื่อรับรู้ปัญหาของแต่ละฝ่าย ยังนำมาซึ่งการค้นพบทางออกหรือเครื่องมือในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยในที่นี้คุณ Ng Xin Yi ได้ยกตัวอย่างการจัดตั้งกองทุน Heritage Habitat Seed Fund กองทุนที่เข้ามาแก้ปัญหาสำคัญๆ ที่หลายเมืองมรดกโลกก็กำลังประสบอยู่ นั่นคือการที่ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมตัดสินใจทิ้งบ้านเรือนดั้งเดิมในพื้นที่มรดกของตัวเองเพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่น เนื่องจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หรือค่าเช่าอาคารที่สูงขึ้นจนทำให้ผู้เช่าเดิมจำใจต้องย้ายไปทำธุรกิจที่อื่น

กองทุน Heritage Habitat Seed Fund ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับกับวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่มรดกฯ โดยทำงานประสานความร่วมมือกับผู้คนในสองฝ่ายหลัก นั่นคือเจ้าของอาคารในพื้นที่ และผู้เช่าอาคาร นี่คือกองทุนที่จัดสรรงบประมาณให้กับชาวบ้านหรือพ่อค้าแม่ค้าดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในอาคารเก่าในการร่วมกับ GTWHI ในการบูรณะซ่อมแซมอาคารที่พวกเขาอาศัย โดยแลกกับการที่พวกเขาต้องอาศัยอยู่ในอาคารนั้นอย่างน้อย 10 ปี เพื่อรักษาบรรยากาศดั้งเดิมของอาคารไว้ ขณะเดียวกันกองทุนก็ทำงานร่วมกับเจ้าของอาคารเก่าที่เปิดให้คนอื่นมาเช่า โดยการตกลงกันว่าให้เจ้าของอาคารเปิดให้ผู้มาเช่าสามารถเช่าอาคารของพวกเขาได้ในราคาที่สมเหตุสมผลในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีต่อไป โดยสิ่งที่เจ้าของอาคารจะได้ก็คือการที่อาคารของพวกเขายังคงได้รับการอนุรักษ์อย่างสวยงามและถูกหลักวิธี และความภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์วิถีชีวิตและบรรยากาศที่น่าอยู่ในเมืองมรดกโลก

“สิ่งสำคัญก็คือเราต้องทำให้ทุกฝ่ายเห็นคุณค่าของสินทรัพย์ที่เรามี ซึ่งไม่ใช่เพียงตัวอาคารบ้านเรือน แต่เป็นวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การสร้างข้อตกลงนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าของอาคารขึ้นค่าเช่าที่สูงเสียจนผู้เช่าดั้งเดิมไม่สามารถเช่าอยู่ได้ จนเปิดทางให้กลุ่มธุรกิจจากต่างถิ่นหรือธุรกิจที่รองรับเฉพาะการท่องเที่ยวเข้ามาเช่าแทน ซึ่งพอเป็นอย่างนั้นมากเข้า บรรยากาศของเมืองที่มีวิถีชีวิตของครอบครัวที่สืบรุ่นต่อกันมาก็ค่อยๆ หายไป เหลือไว้เพียงธุรกิจที่รองรับแต่นักท่องเที่ยว จากเมืองที่เป็นของคนปีนัง ก็กลายเป็นเมืองของนักท่องเที่ยวไปในที่สุด" คุณNg Xin Yi กล่าว

กระบวนการการมีส่วนร่วมคือเครื่องชี้วัด
ไม่เพียงแต่การจัดการในเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ GTWHI ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของมรดกที่ผู้คนในแต่ละวัฒนธรรมของเมืองมี พร้อมไปกับการเผยแพร่องค์ความรู้ในการอนุรักษ์ผ่านเวิร์คช็อปต่างๆ อาทิ กิจกรรมเผยแพร่วิธีการทำเครื่องจักรสาน, การบูรณะอาคาร, การซ่อมแซมผ้า ไปจนถึงการอนุรักษ์กระดาษซึ่งรวมไปถึงการอนุรักษ์หนังสือ ตำรา และภาพถ่ายโบราณที่เป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ของแต่ละครอบครัว เป็นต้น

คุณ Ng Xin Yi กล่าวต่ออีกว่าการจัดกิจกรรมต่างๆ นี้ก็เพื่อชักชวนให้ผู้มีความรู้หรือช่างฝีมือของแต่ละชุมชนได้นำภูมิปัญญาของตนมาเผยแพร่และแลกเปลี่ยนแก่ผู้ที่สนใจโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เพื่อช่วยในเรื่องการปลูกจิตสำนึกของคุณค่าของสิ่งนั้นๆ และสืบสานภูมิปัญญาต่อไปอย่างยั่งยืนด้วยความคิดสร้้างสรรค์ใหม่ๆ โดยประโยชน์ทางอ้อมของกิจกรรมดังกล่าวยังก่อให้เกิดบรรยากาศของการมีส่วนร่วมของผู้คนในชุมชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดของการที่ชาวชุมชนมีส่วนร่วมในเทศกาล George Town Heritage Celebration และ George Town Festival ที่มีการจัดขึ้นทุกปีในทุกย่านทั่วเมือง







"เราจัดเทศกาล George Town Heritage Celebration ทุกปี โดยทุกปีก็ได้รับความมือจากชาวบ้านมากกว่า 20 ชุมชนที่อาศัยอยู่ในเมืองมาร่วมจัดแสดงศิลปวัฒนธรรมของชุมชนตัวเอง เราจะเปลี่ยนธีมของเทศกาลไปทุกปี ที่น่าดีใจก็คือในทุกวันสุดท้ายที่เราจัดเทศกาล ก็จะมีชาวบ้านจากทุกชุมชนเข้ามาถามเราแล้วว่าปีหน้าเราจะจัดงานในหัวข้ออะไร พวกเขาจะได้เตรียมตัว ทั้งๆ ที่ทีมงานเราก็ยังไม่ได้คิดด้วยซ้ำ...

...นี่คือเรื่องน่าชื่นใจ เพราะไม่เพียงเป็นสิ่งบ่งชี้ว่าผู้คนในชุมชนต่างมองตรงกันว่านี่คือเทศกาลของพวกเขาทุกคน หากยังสะท้อนให้เห็นในภาพใหญ่ว่าพวกเขาภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมที่ตนเองมี และยินดีที่จะเผยแพร่มรดกเหล่านี้ออกไป สร้างคุณค่าและสีสันให้แก่เมืองเมืองนี้ เมืองที่เราหวังให้มีการพัฒนาและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป หากก็ไม่ทิ้งคุณค่าดั้งเดิมของวิถีชีวิต ภูมิปัญญา และผู้คนที่เป็นหัวใจในการพัฒนาเมืองเรื่อยมา"

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GTWHI เข้าไปชมได้ที่ http://www.gtwhi.com.my/

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความคืบหน้าการเสนอพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

สำรวจผังเมืองคย็องจู เพื่อย้อนกลับมาดูการเปลี่ยนผ่านของเมืองเชียงใหม่

บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี