MY HERITAGE

มองมรดกเมืองเก่าด้วยมุมใหม่ผ่านการเชื่อมร้อยของวัฒนธรรมและธรรมชาติ - สาวิตรี สุวรรณสถิตย์

ในฐานะที่เราเป็นนักอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องปรับมุมมองหรือเรียนรู้ที่จะมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติให้ชัด ก่อนจะเริ่มกระบวนการอนุรักษ์สิ่งใดก็ตาม การมองเห็นความเชื่อมโยงนี่แหละที่จะนำไปสู่การพัฒนาอันยั่งยืน ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ที่เราต้องการจะปกปักษ์ หากหมายถึงภูมิทัศน์ของเมืองในภาพรวม" สาวิตรี สุวรรณสถิตย์

บนเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา คณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก ซึ่งเป็นผู้จัดงาน ได้รับเกียรติจากคุณสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ ที่ปรึกษากระทรวงวัฒนธรรม และที่ปรึกษาคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก ให้คำแนะนำในการวางกรอบการทำงานและการเขียนเอกสารเพื่อขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยคุณสาวิตรีมองว่าแม้เราจะมีความพร้อมในด้านทรัพยากรทางวัฒนธรรม การจัดการ และบุคลากรแค่ไหน แต่ 'มุมมอง' ในการประเมินและสร้างสรรค์กระบวนการจัดการพื้นที่มรดกของเมือง ยังคงเป็นสิ่งสำคัญตั้งต้นที่หากเรามองข้ามไปก็คล้ายการเริ่มติดกระดุมเสื้อผิดตั้งแต่เม็ดแรก


คุณสาวิตรี สุวรรณสถิตย์

“แม้โจทย์ของการขอขึ้นทะเบียนของเราคือการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม แต่ขอบเขตที่เรากำหนดยังรวมถึงพื้นที่ดอยสุเทพซึ่งเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดใหญ่ของเมือง การมุ่งเน้นที่จะสร้างกระบวนการจัดการเมืองโดยมองไปที่แง่มุมของประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอย่างเดียวจึงเป็นไปไม่ได้

การเชื่อมต่อระหว่างธรรมชาติสู่วัฒนธรรมคือประเด็นอันเป็นสากลเสมอมา โดยแกนกลางของการเชื่อมต่อก็หาใช่ใดอื่นนอกจากมนุษย์เรานี่เอง ในทางกลับกัน วัฒนธรรมและธรรมชาติก็ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษย์ ซึ่งคณะกรรมการพิจารณามรดกโลกจากยูเนสโกได้ให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อนี้ในเมืองประวัติศาสตร์ทั่วโลก รวมไปถึงการผลักดันให้นำความเชื่อมโยงนี้ไปอยู่ในเครื่องมือหรือแนวคิดการจัดการเมืองมากขึ้น เช่น แนวคิดภูมิทัศน์เมืองประวัติศาสตร์ (Historical Urban Landscape: HUL) ซึ่งไม่เพียงเป็นแนวคิดในการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์ของเมือง แต่ยังรวมถึงการให้ความสนใจกับพื้นที่ธรรมชาติหรือพื้นที่สีเขียวของเมืองอันเป็นปัจจัยที่ทำให้เมืองน่าอยู่มากขึ้นด้วย

กระนั้นก่อนที่เราจะมองหาความเชื่อมโยงระหว่างวัฒนธรรมและธรรมชาติเพื่อนำมาปรับใช้ในการอนุรักษ์ เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่าผู้คนที่อาศัยและเป็นเจ้าของเมืองมีความต้องการให้เมืองได้รับการอนุรักษ์และพัฒนาไปในทิศทางไหน เพราะคำว่า 'เมืองน่าอยู่' ของหลายคนก็อาจไม่เหมือนกัน เช่น เมืองที่มีพื้นที่สีเขียว, มีความปลอดภัย, ปลอดโปร่ง, มีค่าครองชีพที่ไม่สูง รวมไปถึงเมืองที่ผู้คนมีการศึกษา มีบรรยากาศของความเชื่อความศรัทธาทางจิตวิญญาณ หรือมีกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมอยู่เสมอ อย่างไรก็ดี สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อเรามีกระบวนการจัดการที่คำนึงถึงความเชื่อมร้อยของธรรมชาติและวัฒนธรรมเป็นสำคัญ

เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีการเชื่อมต่อดังกล่าวอย่างเห็นได้ชัด นี่คือเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรมเกิดขึ้นและดำรงอยู่จากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ธรรมชาติ ทั้งยังมีคุณค่าที่มองไม่เห็นเกิดขึ้นจากปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติ จนเกิดเป็นความเชื่อ ความศรัทธา ประเพณี รวมไปถึงมรดกที่ถูกบอกเล่าผ่านตำนาน บทเพลง และงานศิลปะ โดยมรดกที่มองไม่เห็นหลายประการก็มีคุณค่าสอดพ้องไปกับคุณค่าอันเป็นสากล เช่นแนวคิดของการตั้งทำเลเมืองที่สอดคล้องกับหลักฮวงจุ้ยอันเป็นบริบทร่วมของภูมิภาคตะวันออก เป็นต้น






แผนที่กำหนดขอบเขตการขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทั้งเขต core zone และ buffer zone ของเมืองเชียงใหม่และดอยสุเทพ

เมื่อเราตระหนักได้ถึงการเชื่อมร้อยดังกล่าว การวางกรอบกระบวนการจัดการต่อมาจึงไม่ใช่เพียงการจัดการทางกายภาพของพื้นที่เมืองและพื้นที่ธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการที่กระทบต่อจารีตและความเชื่ออันเป็นคุณค่าของเมืองด้วย เช่นการออกกฎหมายเพื่อการอนุรักษ์เฉพาะเพื่อไม่ให้มีการละเมิดคุณค่าทางจิตวิญญาณของผู้คนในเมือง เป็นอาทิ

สิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการอ้างถึงในเอกสารขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก (nomination dossier) รวมถึงการใช้เครื่องมือในการจัดการอื่นๆ เช่น การประเมินผลกระทบต่อพื้นที่มรดก และแผนการจัดการนักท่องเที่ยว ทั้งนี้การอนุรักษ์ที่คำนึงถึงทั้งศิลปวัฒนธรรม ธรรมชาติ และความเชื่อทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นคุณค่าที่มองไม่เห็น จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เมืองเชียงใหม่พัฒนาไปตามเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ส่วนคำถามที่ได้ยินบ่อยที่ว่าเชียงใหม่จะได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกได้อย่างไร ในเมื่อแหล่งมรดกทางกายภาพถูกคุกคามด้วยการพัฒนาสมัยใหม่จนแทบไม่เหลืออะไรแล้ว ก็สามารถตอบได้ว่านี่ไม่ใช่เรื่องน่ากังวลเกินเหตุอย่างไรไป เพราะหากเรามีกระบวนการจัดการอนุรักษ์ซึ่งคำนึงถึงปัจจัยที่กล่าวมาทั้งหมดได้อย่างทันท่วงที และเราสามารถอธิบายและแสดงให้คณะกรรมการยูเนสโกมองเห็นถึงคุณค่าตามเกณฑ์ (criteria) ที่เรายื่นไปได้ทั้งหมด เช่นนั้นแล้วคำถามที่ว่าเชียงใหม่เหมาะสมจะเป็นเมืองมรดกโลกหรือไม่ ไม่น่ากังวลเท่ากับว่า เราจะมีวิธีการจัดการเมืองของเราได้อย่างยั่งยืนอย่างไรต่อไปในอนาคตมากกว่า" 


 

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความคืบหน้าการเสนอพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

สำรวจผังเมืองคย็องจู เพื่อย้อนกลับมาดูการเปลี่ยนผ่านของเมืองเชียงใหม่

บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี