MY HERITAGE

สำรวจผังเมืองคย็องจู เพื่อย้อนกลับมาดูการเปลี่ยนผ่านของเมืองเชียงใหม่

เมืองคย็องจู (Gyeongju) เป็นเมืองชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเกาหลีใต้ แต่เดิมเมืองนี้คือเมืองหลวงของอาณาจักรชิลลา (57 ปีก่อนคริสตกาล – ค.ศ. 935 หรือ พ.ศ. 486- พ.ศ.1478) ซึ่งเคยรุ่งเรืองจนถึงขนาดเป็นมหานครที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 4 ของโลกในช่วงคริสตศตวรรษที่ 10 ซึ่งปัจจุบันยังคงปรากฏโบราณสถานในยุคดังกล่าวให้เห็นมากมายในย่านเมืองเก่า และแม้กำแพงเมืองดั้งเดิมจะถูกรื้อทำลายไปแล้ว (ย่านเมืองเก่าของคย็องจูได้รับการขนานนามว่า พิพิธภัณฑ์ที่ปราศจากกำแพง) หากด้วยป้อมปราการ พระราชวัง วัดวาอาราม รวมไปถึงการมีอยู่ของภูเขาศักดิ์สิทธิ์นามซาน ที่เป็นเสมือนแหล่งถ่ายทอดอัตลักษณ์ทางศาสนา ความเชื่อ และหมุดหมายทางหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศเกาหลีใต้ ยูเนสโกจึงประกาศให้ย่านเมืองเก่าคย็องจูได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.2000

 

ภาพถ่ายโดย Geoff Steven, whc.unesco.org

Dr.Gwang Ya Han เป็นอาจารย์ประจำสาขาสถาปัตย์วิศวกรรม มหาวิทยาลัยทงกุก (Dongguk University) ได้ให้เกียรติคณะทำงานขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ร่วมเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยแลกเปลี่ยนผลการศึกษาการขยายตัวและเปลี่ยนผ่านศูนย์กลางเมืองคย็องจูตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา และชี้ชวนให้ลองเปรียบเทียบกับเมืองเชียงใหม่ของเราดู



ดร. กวาง ยา ฮัน ได้แบ่งยุคสมัยของเมืองที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเมืองคย็องจูเอาไว้ 4 ยุคด้วยกัน เริ่มจากยุคดั้งเดิมของเมืองที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรชิลลา มีกำแพงเมืองล้อมรอบ (ค.ศ.675-1890), ยุคที่อาณานิคมญี่ปุ่นเข้ามาปกครองและเริ่มมีเครือข่ายรถไฟ (ค.ศ.1890-1945), ยุคอุตสาหกรรมและการตั้งเมืองใหม่ (ค.ศ.1946-1994) และยุคปัจจุบันที่เมืองขยายตัวไปอยู่บริเวณถนนสายวงแหวนนอกใจกลางเมืองเก่า (ค.ศ.1995-ปัจจุบัน)






เริ่มต้นจากยุคแรกที่ซึ่งมีการก่อกำแพงตั้งเมืองบริเวณทิศตะวันออกของภูเขานามซาน มีแม่น้ำไหลคั่นระหว่างตัวเมืองกับภูเขา โดยทั้งแม่น้ำและภูเขาล้วนเป็นแหล่งธรรมชาติหลักที่หล่อเลี้ยงเมืองแห่งนี้ล่วงต่อมานับพันปี ทั้งนี้ศูนย์กลางของเมืองที่ล้อมกำแพงเมืองนี้คือพระราชวังและศูนย์บริหารราชการแผ่นดิน ขณะที่ตลาดถูกแยกออกมาจากบริเวณใจกลางเมือง เมืองเริ่มเปลี่ยนรูปอย่างเห็นได้ชัดคือช่วงที่ราชวงศ์ชิลลาสิ้นสุดลง และกองทัพญี่ปุ่นเข้ามาปกครอง มีการสร้างทางรถไฟและตัดถนน มีการตั้งเมืองแบบสมัยใหม่ที่ซึ่งผังเมืองมีลักษณะเป็นช่องตาราง (grid) และย่านการค้ากลายมาเป็นศูนย์กลางเมืองแทนที่ศูนย์ราชการ การเข้ามาของผังเมืองสมัยใหม่ให้ผลดีในแง่ของโครงสร้างเมืองที่มีความเป็นระบบระเบียบมากขึ้น กระนั้นผลเสียอย่างเห็นได้ชัดก็คือความที่ต้องขยายเมืองเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม ทำให้มีการรื้อถอนกำแพงเมืองเก่าไปจนหมดสิ้น





ยุคอุตสาหกรรมและการตั้งเมืองใหม่ (ค.ศ.1946-1994) คือยุคที่คย็องจูเริ่มเข้าสู่การเป็นมหานครอีกครั้งนับตั้งแต่สมัยชิลลา (มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเมืองในภูมิภาคตะวันออกของประเทศ) ความเจริญของเมืองขยายออกไปสู่ทางทิศเหนือและทางตะวันตกของเมืองมากขึ้น ประกอบกับการออกกฎหมายอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในปี ค.ศ.1962 ที่ไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างใดๆ ในรัศมี 500 เมตรจากย่านโบราณสถาน รวมถึงการกำหนดความสูงของอาคารสร้างใหม่ในย่านเมือง ช่วงทศวรรษ 1971-1981 ย่านเมืองเก่าถูกเปลี่ยนให้กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างเต็มรูปแบบ ที่ซึ่งแม้จะกลายมาเป็นแม่เหล็กทางเศรษฐกิจ แต่การเชื่อมร้อยวิถีชีวิตและศิลปวัฒนธรรมระหว่างเมืองกับผู้คนร่วมสมัยก็จางหายไปอย่างน่าเสียดาย

ทั้งนี้ในปัจจุบันทั้งศูนย์กลางของเมืองคย็องจูและศูนย์ราชการล้วนแยกขาดออกจากย่านเมืองเก่า (ที่ต่อมาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม) ซึ่งถูกกันออกไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งขาดการเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน คล้ายเมืองมรดกโลกอย่างสุโขทัย ศรีสัชนาลัย หรืออยุธยาในบ้านเรา ที่แม้จะมีข้อดีคือเป็นการง่ายต่อการสร้างกระบวนการอนุรักษ์ หากก็ขาดซึ่งเสน่ห์ของวิถีชีวิตและวัฒนธรรมผู้คนที่อยู่ในพื้นที่





“การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสันฐานของเมือง ช่วยให้เราเข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองต่อไปได้ในอนาคต เชียงใหม่มีบริบทแวดล้อมใกล้เคียงกับคย็องจู กล่าวคือเป็นเมืองที่เคยมีกำแพงล้อม มีภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นต้นธารในการหล่อเลี้ยงผู้คนในเมือง ทั้งยังเป็นเมืองที่มีพลวัตรของการเจริญเติบโตต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

กระนั้นที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด คือย่านศูนย์กลางเมืองเก่ากับศูนย์กลางของเมืองปัจจุบันยังมีการเหลื่อมซ้อนกัน ผู้คนยังคงมีวิถีชีวิตอยู่ท่ามกลางสิ่งแวดล้อมทางประวัติศาสตร์ กุญแจสำคัญในการอนุรักษ์พัฒนาเมืองจึงไม่ใช่การกันผู้คนออกจากพื้นที่มรดกอย่างที่เมืองเก่าหลายเมืองทำ แต่เป็นการสร้างข้อตกลงร่วมให้ผู้คนในเมืองสามารถอยู่ในพื้นที่มรดกได้อย่างเอื้ออำนวยซึ่งกันและกัน

ในขณะที่เมืองเชียงใหม่เริ่มมีการขยายตัวออกไปโดยรอบมากขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นเรื่องดีมากๆ หากวิถีชีวิตของผู้คนในย่านใจกลางเมืองเก่ายังคงได้รับการรักษาไว้ เป็นทั้งย่านประวัติศาสตร์ ย่านการค้าการท่องเที่ยว และย่านที่ผู้คนยังคงใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างร่วมสมัย และนี่คือความท้าทายของทุกภาคส่วนที่จะทำให้ภาพดังกล่าวเกิดขึ้น" ดร.กวาง ยา ฮัน กล่าวทิ้งท้าย

แชร์บทความนี้

CONTACTS


ความคืบหน้าการเสนอพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี

ชวนเจ้าของบ้านมาเป็นช่าง! กระบวนการอนุรักษ์ที่ถึงเนื้อถึงตัวและเข้าถึงหัวใจของการมีส่วนร่วม