MY HERITAGE

ความคืบหน้าการเสนอพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก

หลายคนคงทราบดีว่านอกจากเมืองเชียงใหม่ของเราที่กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ที่จังหวัดนครพนมก็อยู่ในระหว่างกระบวนการรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนเช่นกัน

ในเวทีประชุมนานาชาติว่าด้วยการผสานเมืองประวัติศาสตร์กับแหล่งธรรมชาติเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Chiang Mai International Conference: Integration of Historic Cities and their Natural Settings for Sustainable Development) ณ UNISERVE มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ อาจารย์คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ มหาวิทยาลัยสารคาม และหนึ่งในคณะทำงานขับเคลื่อนพระธาตุพนมสู่มรดกโลก ให้เกียรติคณะทำงานขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่ฯ บอกเล่าถึงความคืบหน้าการทำงาน รวมทั้งเหตุผลว่าทำไมพระธาตุพนมควรจะได้เป็นมรดกโลก


ผศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ

พระธาตุพันปีที่เป็นที่สักการะของคนหลากเชื้อชาติ
พระธาตุพนม (ชื่อเต็ม พระธาตุพนมบรมเจดีย์) คือเจดีย์ภายในวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง (ห่างออกมาเพียง 600 เมตร) ชายแดนไทย-ลาว ในตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสก่อด้วยอิฐ ตั้งอยู่บนภูกำพร้า (เนินดินสูงจากพื้นธรรมดาประมาณ 3 เมตร) ตามหลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีการจัดสร้างราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 โดยเริ่มจากพระธาตุที่มีฐานสี่เหลี่ยม โดยมีงานประติมากรรมที่สะท้อนศิลปะของจาม ขอม และทวารวดี เป็นพระธาตุที่สะท้อนศิลปะหลายยุคสมัยตลอดประวัติศาสตร์นับพันปีบนพื้นที่ชายฝั่งลุ่มน้ำโขง



ตามตำนานพื้นถิ่นระบุว่าพระธาตุสร้างโดยพระมหากัสสปะ พระอัครสาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อประดิษฐานพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนหน้าอก) ของพระพุทธเจ้าภายหลังจากปรินิพพานแล้ว 8 ปี โดยเป็นพระธาตุที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและในลุ่มแม่น้ำโขงตอนกลาง ซึ่งพระธาตุได้รับการสักการบูชาจากประชาชนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้งชาวไทย ชาวลาว ชาวเวียดนาม รวมไปถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก ทั้งนี้นับพันกว่าปีที่ผ่านมา พระธาตุพนมก็ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์หลายต่อหลายครั้ง โดยรูปแบบการบูรณะก็มีความคล้ายคลึงกับการบูรณะเจดีย์หลวงของล้านนา กล่าวคือมีการสร้างเจดีย์ครอบทับฐานดั้งเดิม รวมไปถึงการต่อขยายให้สูงขึ้น และสลักลวดลายโดยรอบ





ปัจจุบันเจดีย์มีรูปทรงสี่เหลี่ยมประดับตกแต่งด้วยศิลปลวดลายอันวิจิตรประณีตทั้งองค์ สูงจากระดับพื้นดิน 53 เมตร ฉัตรทองคำสูง 4 เมตร รวมเป็น 57 เมตร ฐานกว้างด้านละ 12.33 เมตร ฉัตรทองคำบนยอดพระธาตุมีน้ำหนักถึง 110 กิโลกรัม ทั้งนี้ในวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 เกิดฝนตกหนักติดต่อกันนับหนึ่งสัปดาห์ จนทำให้ฐานพระธาตุซึ่งเก่าแก่มากแล้ว ไม่สามารถทานน้ำหนักช่วงบนไว้ได้จึงหักพังลงมา ต่อมาชาวนครพนมและพี่น้องชาวไทยจากทั่วสารทิศจึงได้ร่วมกันบริจาคทุนทรัพย์ให้กรมศิลปากรรับผิดชอบในการก่อสร้างใหม่ในรูปแบบเดิม โดยสร้างครอบฐานองค์เดิมซึ่งยังเหลืออยู่ประมาณ 6 เมตร หลังจากบูรณะเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2522 และพระราชทานเทียนพรรษา ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง เพื่อบูชาองค์พระธาตุเป็นประจำทุกปีตั้งแต่นั้น



คุณค่าที่เป็นสากล
คณะทำงานขับเคลื่อนพระธาตุพนมเป็นมรดกโลก ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานรัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชนชาวนครพนม ได้ทำการเสนอพระธาตุพนมในชื่อ Phra That Phanom, its related historic buildings and associated landscape (พระธาตุพนม, สิ่งปลูกสร้างทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องและภูมิทัศน์โดยรอบ) สู่คณะกรรมการยูเนสโก ผ่านเกณฑ์ 3 ข้อ ดังนี้ เกณฑ์ที่ 1 เป็นตัวแทนที่แสดงถึงผลงานชิ้นเอกที่ทำขึ้นด้วยอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของมนุษย์ เกณฑ์ที่ 2 เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลยิ่งในการผลักดันให้เกิดการพัฒนาสืบต่อในด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมอนุสรณ์สถาน ประติมากรรม ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องหรือการพัฒนาการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ และเกณฑ์ที่ 6 มีความคิดหรือความเชื่อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเหตุการณ์หรือบุคคลที่มีความสำคัญหรือความโดดเด่นในประวัติศาสตร์





ปัจจุบันพระธาตุพนมเข้าไปอยู่ในรายชื่อ Tentative List แล้ว (ดูเพิ่มเติมได้ที่ https://whc.unesco.org/en/tentativelists/6183/)

ความท้าทายของคณะทำงาน
ผศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ เล่าให้ฟังถึงความคืบหน้าของการเขียนเอกสารฉบับสมบูรณ์ (Nomination File) ว่าขณะนี้ได้รวบรวมข้อมูลและคุณค่าของพระธาตุพนมเพื่อเรียบเรียงอยู่ในเอกสารที่จะขอเสนอ รวมไปถึงการกำหนดพื้นที่กันชน (buffer zone) ที่ชัดเจน และสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายในพื้นที่ (เนื่องจากพื้นที่ของวัดตั้งอยู่ในชุมชน โดยมีสิ่งปลูกสร้างโดยรอบมากถึง 5,175 หลังคาเรือน ซึ่งคณะทำงานยังต้องพูดสื่อสารและพูดคุยกับผู้คนในพื้นที่ในการวางข้อตกลงต่อการปลูกสร้างหรือต่อเติมอาคารบ้านเรือนที่จะไม่ส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์โดยรวมของพระธาตุพนม


พื้นที่ core zone ที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุพนมคือพื้นที่สีเหลือง ซึ่งคลุมมาถึงท่าน้ำโขง 
ขณะที่พื้นที่กันชนหรือ buffer zone คือสีฟ้า ขณะที่พื้นที่โดยรอบคือพื้นที่ที่อยู่ในแผนพัฒนาของภาครัฐ


กระนั้น ผศ.ดร.ธราวุฒิ ก็ไม่ได้กังวลต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเท่าใดนัก เนื่องจากผู้คนในพื้นที่ต่างตระหนักในคุณค่าของพระธาตุพนมดีอยู่แล้ว เพียงแต่คณะทำงานจำเป็นต้องสื่อสารและสร้างข้อตกลงในการร่วมกันจัดการพื้นที่มรดกต่อผู้คนในชุมชนและพระสงฆ์ที่ต่างเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมในอนาคต

ทั้งนี้คณะทำงานฯ ได้เปรียบเทียบคุณค่าและรูปแบบของพระธาตุพนมกับสิ่งปลูกสร้างที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว 3 แห่งด้วยกัน ได้แก่ สาญจีสถูป ในรัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย (Sanchi Stupa), เทพีเสรีภาพ ในนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และอาสนวิหารโคโลญจน์ เมืองโคโลญจน์ เยอรมนี ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นอนุสรณ์สถานที่เชื่อมโยงและมีคุณค่าต่อความเชื่อและประวัติศาสตร์ของดินแดนนั้นๆ



โดยความท้าทายหลักของคณะทำงานฯ ในปัจจุบันอยู่ที่การวางแผนและกรอบการอนุรักษ์พื้นที่ในระยะยาว เนื่องจากแม้กระทรวงวัฒนธรรมจะให้การรับรองการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่แผนการอนุรักษ์พื้นที่ประวัติศาสตร์โดยรอบของพระธาตุพนมก็ไม่ได้ถูกนำไปพิจารณารวมกับแผนการพัฒนาหลักของรัฐในปัจจุบัน เช่นเดียวกับพื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์แห่งอื่นๆ ในประเทศที่ภาครัฐมักมองข้ามหรือไม่ได้คำนึงถึงกระบวนการจัดการอนุรักษ์

“เราจำเป็นต้องผลักดันให้กระบวนการอนุรักษ์พื้นที่โดยรอบพระธาตุพนมเข้าไปอยู่ในแผนการพัฒนาเมืองของรัฐให้ได้ เนื่องจากเมื่อมาพิจารณาจากแผนที่ พื้นที่ที่รอการพัฒนาก็ล้วนอยู่โดยรอบพระธาตุพนมทั้งหมด หากเราผสานแผนอนุรักษ์เข้ากับแผนพัฒนาได้ การพัฒนาในภายภาคหน้าก็จะมีการคำนึงถึงภูมิทัศน์รวมไปถึงวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่อย่างรอบคอบ เช่นนั้นแล้ว การสื่อสารกับภาครัฐ รวมไปถึงหน่วยงานที่ดูแลวัด ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนที่ต่างเป็นเจ้าของพื้นที่ร่วมกันจึงเป็นเรื่องสำคัญ ไม่แพ้การจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียน รวมไปถึงการประเมินคุณค่าของโบราณสถานแห่งนี้แต่อย่างใด” ผศ.ดร.ธราวุฒิ บุญเหลือ กล่าว

แชร์บทความนี้

CONTACTS


สำรวจผังเมืองคย็องจู เพื่อย้อนกลับมาดูการเปลี่ยนผ่านของเมืองเชียงใหม่

บทเรียนจากเมืองมรดกโลก Bamberg ประเทศเยอรมนี

ชวนเจ้าของบ้านมาเป็นช่าง! กระบวนการอนุรักษ์ที่ถึงเนื้อถึงตัวและเข้าถึงหัวใจของการมีส่วนร่วม