MY HERITAGE

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 1: เจดีย์ทรงระฆัง

ภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระขององค์พระโคตมพุทธเจ้า ก็ปรากฏพระบรมสารีริกธาตุ (เถ้ากระดูก) หลังการเผาไหม้ และเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ท่าน ที่จะให้พระพุทธสรีระของพระองค์ท่านแตกกระจายไปจำนวนมาก เพื่อให้พุทธศาสนิกชนรุ่นหลังได้สักการะเป็นกุศลแห่งตน จึงมีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุออกเป็นหลายส่วน (มีกระทั่งขนาดเล็กเท่าเมล็ดผักกาด) เพื่อนำไปประดิษฐานตามแว่นแคว้นต่างๆ ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะ

การกระจายพระบรมสารีริกธาตุนี่เองที่ทำให้ต่อมาเกิดประดิษฐกรรมที่ใช้สำหรับประดิษฐานพระอัฐิธาตุของพระองค์ และนั่นคือเจดีย์หรือสถูป ซึ่งชาวล้านนาที่ร้อยรัดพุทธศาสนาในอีกหนึ่งพันกว่าปีต่อมา เรียกรวมกันทั้งพระบรมสารีริกธาตุและเจดีย์ว่า 'พระธาตุ'

เจดีย์ไม่เพียงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุเท่านั้น หากหลายแห่งยังบรรจุอรหัตธาตุ หรือกระทั่งอัฐิของพระมหากษัตริย์ล้านนาที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว อย่างเห็นได้ชัดคือเจดีย์ที่บรรจุอัฐิธาตุของพระเจ้าติโลกราชในวัดเจ็ดยอด เป็นต้น


เจดีย์ในวัดติโลกราช ประดิษฐานอัฐิของพระเจ้าติโลกราช
ภาพจาก http://historicallanna01.blogspot.com/2013/03/blog-post.html


ไม่เพียงมีหน้าที่ในการบรรจุสัญลักษณ์ทางความเชื่อและศรัทธา รูปทรงของเจดีย์ยังเป็นสิ่งสะท้อนศิลปสถาปัตยกรรมของล้านนา ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะในแคว้นเพื่อนบ้านไม่ว่าจะเป็นศิลปะจากพุกาม (พม่า) ศิลปะหริภุญชัย (ลำพูน) รวมไปถึงศิลปะสุโขทัย ก่อนจะหล่อหลอมจนมีสัดส่วนและสุนทรียะเฉพาะเป็นของตัวเอง ทั้งนี้รูปแบบของเจดีย์หลักในล้านนาแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ เจดีย์ทรงระฆัง และเจดีย์ทรงปราสาท ในที่นี้จะขอเริ่มจาก 'เจดีย์ทรงระฆัง' ก่อน

ปรับปรุงมาจากศิลปะพุกาม เจดีย์ทรงระฆังในล้านนามีที่มาตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นไปตามชื่อเรียก กล่าวคือเจดีย์มีรูปทรงเป็นองค์ระฆังเป็นลักษณะเด่น มีแท่นฐานรองรับอยู่ส่วนล่าง เหนือองค์ระฆังเป็นส่วนยอด มี บัลลังก์ รูปสี่เหลี่ยมต่อขึ้นไปเป็นทรงกรวยเป็น ปล้องไฉน และปลี ทั้งนี้เจดีย์ทรงระฆังยังมีคำแทนวา 'เจดีย์ทรงลังกา' หรือเจดีย์แบบลังกา เนื่องจากเจดีย์ในลังกามีทรงระฆังที่เป็นลักษณะเด่นชัดเช่นกัน ซึ่งถ่ายทอดลักษณะเด่นมาสู่เจดีย์ในสุโขทัย

ตัวอย่างของเจดีย์ทรงระฆังในล้านนาที่สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 คือเจดีย์วัดอุโมงค์ บริเวณเชิงดอยสุเทพ ซึ่งมีตำนานเล่าว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ในรัชสมัยของพระญามังราย ก่อนจะมีการบูรณะในรัชสมัยพระเมืองแก้ว โดยมีการปรับเปลี่ยนด้านบนเป็นทรงกรวย ประดับรูปกลีบบัวทรงยาวประกอบกันเป็นบัวคว่ำและบัวหงาย ตามแบบเจดีย์ของพม่า

เจดีย์วัดอุโมงค์

ล่วงสู่พุทธศตวรรษที่ 20 หนึ่งในเจดีย์ทรงระฆังที่สะท้อนให้เห็นความงามในศตวรรษนี้คือเจดีย์ของวัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนา เพื่อประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระมหาเถระสุมนได้อัญเชิญมาจากสุโขทัย ใน พ.ศ. 1912 (ก่อนจะมีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปบรรจุภายในพระธาตุดอยสุเทพในกาลต่อมา)


เจดีย์วัดพระบวช (เชียงแสน) หนึ่งในต้นแบบของเจดีย์ในพุทธศตวรรษที่ 19 สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ากือนา
ภาพจาก http://www.sobkok.com/community/index.php?topic=367.0 


เจดีย์ของวัดสวนดอกมีแบบแผนเดียวกับเจดีย์วัดพระบวชแห่งเมืองเชียงแสน (ปัจจุบันเป็นวัดร้าง) ซึ่งสร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19 ในรัชสมัยของพระเจ้ากือนาเช่นกัน หากเจดีย์ของวัดสวนดอกก็มีลักษณะแตกต่างออกไปอย่างสังเกตได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นทรงที่ยืดสูงคล้ายกระบอก และทรงระฆังที่ใหญ่กว่าทรงระฆังทั่วไปในล้านนา ทั้งนี้สันนิษฐานว่าส่วนหนึ่งของเจดีย์ที่เราเห็นในปัจจุบันมาจากงานบูรณะครั้งใหญ่ของครูบาเจ้าศรีวิชัยในศตวรรษที่แล้ว

เจดีย์วัดสวนดอก

เจดีย์วัดพระธาตุหริภุญชัย

เจดีย์พระธาตุหริภุญชัย (ลำพูน) เป็นหนึ่งในเจดีย์ทรงระฆังที่สร้างขึ้นในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 20 ที่มีรูปแบบที่ถือได้ว่าถึงจุดสมบูรณ์ในช่วงรัชกาลของพระเจ้าติโลกราช มีการศึกษาวิวัฒนาการของรูปแบบพระธาตุ ซึ่งสันนิษฐานว่าเจดีย์องค์เดิมแห่งนี้ถูกสร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตตราช ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 17 องค์เดิมนั้นเป็นเจดีย์ทรงปราสาท ก่อนจะมีการบูรณะเพิ่มเติมหลายสมัยในหลากหลายรูปแบบ กระทั่งพระเจ้าติโลกราชที่เข้ามาบูรณะกลับเป็นทรงระฆัง โดยยึดแบบแผนของเจดีย์พระบวชในเมืองเชียงแสนดังที่กล่าวไปแล้ว

รัชสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ.1952-2030) ถือเป็นยุคทองของศิลปะล้านนา เพราะมีการสร้างวัดวาอารามเกิดขึ้นมากมาย หนึ่งในประดิษฐกรรมของเจดีย์ทรงระฆังในยุคสมัยนั้นคือ 'เจดีย์ทรงระฆังชุดบัวถลา' หรือเจดีย์ที่มีชุดบัวถลารองรับทรงระฆัง (แทนที่ฐานบัว) ทั้งนี้ 'ชุดบัวถลา' คือวงแหวนรูปบัวคว่ำจำนวน 3 วงซ้อนกันก่อนถึงระฆัง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเจดีย์ในศิลปะสุโขทัย (ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเจดีย์ช้างล้อมในศรีสัชนาลัย) ซึ่งแพร่หลายมายังล้านนาในภายหลัง ความที่ชุดบัวถลามีขนาดกว้า ทรงของเจดีย์จึงไม่เพรียวสูง (หรือดูมีขนาดป้อม) และชุดบัวถลามีผังหลายเหลี่ยม เช่น 8 หรือ 12 เหลี่ยม เปลี่ยนจากความนิยมสร้างเจดีย์ทรงระฆังกลมแบบเดิม มาเป็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมไปด้วย อันถือเป็นวิวัฒนาการของเจดีย์ล้านนาที่ชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 21 ในส่วนของบัลลังก์ก็มีหลายเหลี่ยม หรือกระทั่งไม่มีบัลลังก์ไปด้วย

เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพ


เจดีย์วัดพระแก้วดอนเต้า ภาพจาก http://thailandscanme.com/lpg003--Wat-Phra-Kaew-Don-Tao-Suchada-Ram

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของเจดีย์ระฆังบัวถลาก็เช่น เจดีย์วัดพระแก้วดอนเต้า (ลำปาง) วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดชมพู (จำลองแบบจากพระธาตุดอยสุเทพ) วัดดวงดี วัดหมื่นคำตวง เป็นต้น

ทั้งนี้ภายหลังยุคทอง ล้านนาก็ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่า ทำให้งานสถาปัตยกรรมในยุคดังกล่าวเกิดขึ้นน้อยมาก หรือหากมีการก่อสร้าง รูปแบบของเจดีย์ส่วนใหญ่ก็ล้วนจำลองมาจากเจดีย์ของพม่า อาทิ เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง (น่าน)

ตอนต่อไปจะขอเล่าถึงเจดีย์ทรงปราสาท อีกหนึ่งสุนทรียทางสถาปัตยกรรมที่สำคัญของอาณาจักรล้านนา

เรียบเรียงข้อมูลจาก
- หนังสือ ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา โดย ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม
- หนังสือ ศิลปะล้านนา โดย ศักดิ์ชัย สายสิงห์
-www.lanna-arch.net

แชร์บทความนี้

CONTACTS


เมืองเชียงใหม่ในมุมมองของหลวงอนุสารสุนทร

รุกขมรดกของแผ่นดิน: ต้นไม้ในฐานะมรดกของประเทศในเชียงใหม่

สักการะ 9 พระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่ ต้อนรับประเพณีปี๋ใหม่เมือง