MY HERITAGE

ความงามของเจดีย์ล้านนา ตอนที่ 2: เจดีย์ทรงปราสาท

หลังจากเล่าถึงวิวัฒนาการของเจดีย์ทรงระฆัง หนึ่งในรูปแบบเจดีย์ที่สำคัญของล้านนา (ย้อนกลับไปอ่านได้ที่ http://www.chiangmaiworldheritage.net/detail_show.php?id=199&lang=th) โอกาสนี้จะขอเล่าถึงอีกหนึ่งรูปแบบสถาปัตยกรรมที่พบเห็นได้จากวัดสำคัญหลายแห่งไม่ต่างกัน นั่นคือเจดีย์ทรงปราสาท

ขณะที่เจดีย์ทรงระฆังเรียกตามรูปแบบของทรวดทรงเจดีย์ที่มีลักษณะเหมือนระฆัง เจดีย์ที่มีรูปแบบของเรือนหลายชั้นซ้อนกัน หรือมีหลังคาลาดหลายชั้นลดหลั่นกันลงมา (หลังคาซ้อน) คล้ายปราสาท ก็คือชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของเจดีย์ทรงนี้เช่นกัน

เอกลักษณ์ของเจดีย์ทรงปราสาทยังอยู่ที่ ‘เรือนธาตุ’ หรือช่วงตอนกลางของเจดีย์ ที่บางแห่งจะมีพื้นที่ของห้องคูหา สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ที่คูหา หรือซุ้มจระนำบนผนัง เรือนธาตุมักมีทรงสี่เหลี่ยมตั้งอยู่เหนือฐานเป็นชั้นซ้อน

ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 เจดีย์ทรงปราสาทของล้านนาได้รับอิทธิพลศิลปะจากพม่าที่สืบทอดมาจากพุกาม รวมถึงจากหริภุญชัยของลำพูน กระทั่งพุทธศตวรรษที่ 20 นับเป็นห้วงเวลาแห่งการคลี่คลาย และเริ่มมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปมากขึ้น โดยเจดีย์ทรงปราสาทบางแห่งยังมีองค์ประกอบของเจดีย์ทรงระฆังรวมเข้าอยู่ด้วย


เจดีย์กู่กุด, วัดจามเทวี จ.ลำพูน (th.wikipedia.org)

สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 19 ‘เจดีย์กู่กุด’ ภายในวัดจามเทวี ถือเป็นหนึ่งในเจดีย์ต้นแบบทรงปราสาทแบบหริภุญชัย ที่เรียกว่า ‘กู่กุด’ ก็เพราะส่วนยอดของเจดีย์หักหรือกุด ทั้งนี้เจดีย์แห่งนี้ก็มีลักษณะแตกต่างจากเจดีย์ทรงปราสาทในล้านนาและในศิลปะขอบ เพราะหากนับจากส่วนฐานทรงสี่เหลี่ยมมาเป็นเรือนธาตุทรงสี่เหลี่ยมเช่นกัน ตั้งซ้อนกันลดขนาดเป็นลำดับขึ้นไป 5 ขั้น แต่ละชั้นมีเจดีย์ประดับทิศทั้งสี่ และด้านทั้งสี่ของแต่ละชั้น มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในซุ้มจระนำ ซึ่งยอดแหลมที่หักหาย สันนิษฐานว่าคงเป็นกรวยเหลี่ยม


เจดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม (ที่มา: http://pichiangmai.blogspot.com/2013/06/blog-post_9968.html)

มีการสันนิษฐานว่ารูปแบบของเจดีย์กู่กุดน่าจะเป็นต้นแบบของเจดีย์กู่คำ หรือเจดีย์เหลี่ยมภายในวัดเจดีย์เหลี่ยม เวียงกุมกาม ซึ่งพญามังรายโปรดให้สร้างขึ้นก่อนจะเสด็จไปสร้างเมืองเชียงใหม่ กระนั้นเจดีย์เหลี่ยมก็มีรายละเอียดแตกต่างกันออกไปภายหลังการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญโดยหลวงโยทการพิจิตร คหบดีชาวพม่า (บูรณะราวปี พ.ศ.2449) ทำให้มีจระนำบริเวณฐานชั้นล่างสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป รวมถึงงานปูนปั้นทั้งหมดที่ทำขึ้นใหม่

จากศิลปะพุกาม สู่เจดีย์ทรงปราสาทแบบหริภุญชัย ก่อนจะคลี่คลายมาเป็นศิลปะแบบล้านนาในพุทธศตวรรษที่ 20-21 ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายรูปแบบ โดยรูปแบบสำคัญมีอยู่สองรูปแบบ ได้แก่ เจดีย์แบบยอดเดี่ยว และเจดีย์ห้ายอด หรือ ปราสาทห้ายอด โดยแบบหลังยังพบได้จากโบราณสถานหลายแห่งในเมืองโบราณเชียงแสน อาทิ เจดีย์วัดป่าสัก หรือ กู่ทรงมณฑปในวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) เชียงใหม่


 เจดีย์วัดป่าสัก อ.เชียงแสน จ.เชียงราย (ที่มา www.chiangrai.net)

ไม่เพียงจะเป็นเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เจดีย์หลวง ในวัดเจดีย์หลวง ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ถือเป็นตัวอย่างที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนรูปแบบของเจดีย์ทรงปราสาทในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 21


เจดีย์หลวง

เจดีย์หลวงสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา (พ.ศ.1928-1944) สร้างแล้วเสร็จในรัชสมัยพระเจ้าสามฝั่งแกน (พ.ศ.1957-1985) สันนิษฐานว่าเจดีย์รูปแบบดั้งเดิมน่าจะเป็นเจดีย์ทรงปราสาทแบบห้ายอด เพราะต่อมาราว พ.ศ.2022 พระเจ้าติโลกราชได้โปรดให้บูรณะตามแบบแปลงเดิม หากแต่ขยายขนาดของเจดีย์ และเพิ่มรูปปั้นช้าง 28 ตัว โผล่จากผนังทั้งสี่ของเจดีย์ และมีการประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากลำปาง บริเวณจระนำด้านตะวันออก ส่วนเหนือเรือนธาตุขึ้นไปก่ออิฐเป็นรูปหลังคาเอนลาด ซึ่งรูปแบบนี้จึงไม่เหมาะแก่การก่อเจดีย์ที่มียอดบริวารหรือมีหลายๆ ยอด ด้วยเหตุนั้นจากเจดีย์ทรงปราสาทห้ายอด เจดีย์หลวงจึงถูกบูรณะให้เป็นเจดีย์ที่มีระเบียบกระพุ่มยอดเดียว กล่าวคือมียอดเฉพาะตรงกลาง ซึ่งสันนิษฐานกันว่ายอดดังกล่าวที่ตั้งบนฐานชุดแปดเหลี่ยม น่าจะเป็นยอดทรงระฆัง หากปัจจุบันส่วนยอดก็ได้พังทลายไปหมดแล้ว

หลังคาเอนลาดเหนือเรือนธาตุแบบเจดีย์หลวง ยังพบได้ในเจดีย์ทรงปราสาทที่สร้างในยุคต่อมา เช่น เจดีย์วัดโลกโมฬีที่สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2074 ในรัชสมัยของพระเมืองแก้ว หากมีการเพิ่มชั้นของหลังคาเป็นสามชั้นแทนที่ฐานชุดบัว


เจดีย์วัดโลกโมฬี


เจดีย์วัดเชียงมั่น

ขณะที่เจดีย์วัดเชียงมั่นที่แม้จะสร้างขึ้นในรัชสมัยของพระญามังราย  หากก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งสำคัญในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 21 เรื่อยมา ซึ่งจุดที่น่าสังเกตของเจดีย์วัดเชียงมั่นก็คือ บริเวณเหนือเรือนธาตุที่เป็นหลังคาลาดซ้อนลดขึ้นไปรับชุดฐานในผังแปดเหลี่ยมที่รองรับทรงระฆังและเครื่องยอด เค้าโครงดังกล่าวทำให้เกิดข้อสันนิษฐานถึงส่วนยอดที่หายไปของเจดีย์หลวงได้ดี


เจดีย์วัดเชียงมั่น

รูปแบบของเจดีย์ทรงปราสาทยังปรากฏในกู่ที่ประดิษฐานพระเจ้าล้านทองของวัดพระธาตุลำปางหลวง ส่วนบนของกู่เป็นแบบผสมระหว่างหลังคาลาดชันกับหลังคาชั้นลด โดยมีองค์ประกอบต่างๆ เช่น ลวดลายปูนปั้นที่สะท้อนให้เห็นศิลปะในยุคสมัยที่มีการบูรณะวัดแห่งนี้ครั้งใหญ่ใน พ.ศ.2016 หลังอาณาจักรล้านนาตกอยู่ใต้การปกครองของพม่า


กู่พระเจ้าล้านทอง, วัดพระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง

กล่าวโดยสรุป เจดีย์ทรงปราสาทระยะแรกของล้านนามีจุดเด่นอยู่ที่เรือนธาตุชั้นลด เรือนธาตุทรงสี่เหลี่ยมมีจระนำสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปทั้งสี่ด้าน  เหนือเรือนธาตุคือทรงระฆังลูกซ้อนต่อเนื่องเป็นชุด ขณะที่ในยุคต่อมา มีลักษณะของการยกเก็จที่เรือนธาตุ หรือเปลี่ยนให้เป็นหลังคาลาด โดยมีทรงระฆังตั้งอยู่เหนือชั้นหลังคาลาด ซึ่งกลายมาเป็นรูปแบบสำคัญที่เป็นอัตลักษณ์ของเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา

ทั้งนี้การผสมกันระหว่างเจดีย์ทรงปราสาทและทรงระฆังยังส่งผลให้เกิดเจดีย์แบบใหม่ๆ ที่มีลักษณะน่าสนใจเกิดขึ้น เช่น เจดีย์ที่วัดร่ำเปิงตะโปทาราม วัดเจดีย์ปล่อง และวัดพวกหงส์ รวมไปถึงวัดกู่เต้า เป็นต้น


เจดีย์วัดกู่เต้า ก่อนได้รับการบูรณะ

 เรียบเรียงข้อมูลจาก
- หนังสือ ศิลปะภาคเหนือ : หริภุญชัย-ล้านนา โดย ศ.ดร.สันติ เล็กสุขุม
- หนังสือ ศิลปะล้านนา โดย ศักดิ์ชัย สายสิงห์
-www.lanna-arch.net

แชร์บทความนี้

CONTACTS


เมืองเชียงใหม่ในมุมมองของหลวงอนุสารสุนทร

รุกขมรดกของแผ่นดิน: ต้นไม้ในฐานะมรดกของประเทศในเชียงใหม่

สักการะ 9 พระพุทธรูปคู่เมืองเชียงใหม่ ต้อนรับประเพณีปี๋ใหม่เมือง