MY WORLD

สวนสาธารณะมรดกโลกแห่งแรกของเอเชีย

แม้เป็นประเทศเกิดใหม่ที่ตั้งอยู่บนเกาะขนาดเล็กที่แต่เดิมไม่มีทรัพยากรธรรมชาติใดๆ หากปัจจุบันทุกคนก็รู้จักประเทศสิงคโปร์ดีในฐานะประเทศผู้นำเศรษฐกิจติดอันดับโลก ควบคู่ไปกับสถานะดังกล่าว นี่เป็นเรื่องน่าทึ่งมากกว่าว่าแม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรมากกว่ากรุงเทพฯ หากทุกวันนี้สิงคโปร์กลับเป็นประเทศที่มีพื้นที่สีเขียวหนาแน่นที่สุดในโลก
(อ้างอิงจาก World Economic Forum: https://www.lonelyplanet.com/news/2017/02/27/singapore-worlds-greenest-city/)

ปัจจุบันสิงคโปร์มีสวนสาธารณะ 350 แห่ง ไม่นับรวมต้นไม้และสวนหย่อมตามพื้นที่สาธารณะ นี่ยังเป็นประเทศที่ผลักดันให้พื้นที่สีเขียวกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ อาทิ Gardens by the Bay สวนแนวตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก รวมไปถึงสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ สวนสาธารณะอายุ 156 ปี ที่ไม่เพียงเก่าแก่ที่สุด หากนี่คือ ‘จุดเริ่มต้น’ ทั้งหมดของนโยบายเมืองสีเขียวของประเทศ และยังเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของเอเชีย (แห่งที่ 3 ของโลก) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก เมื่อปี 2015



ว่าแต่สวนแห่งนี้ มีดีอย่างไรถึงได้เป็นมรดกโลก?

เริ่มจากการเป็นสวนสาธารณะแห่งแรกที่มีอายุมากกว่าประเทศสิงคโปร์ถึง 3 เท่า มีจุดเริ่มต้นในปี 1859 ในยุคที่สิงคโปร์เป็นส่วนหนึ่งของนิคมช่องแคบ (Straits Settlements) ของอังกฤษ โดยการบริหารจัดการของบริษัท East India Company แรกเริ่มมีการก่อสร้างอาคาร Burkill Hall อาคารเรือนเพาะชำสไตล์อังกฤษ-มาเลย์ เป็นหมุดหมายแรก ก่อนจะมีการทดลองปลูกไม้เมืองร้อนต่างๆ บนพื้นที่ 260 ไร่ ทั้งยังเป็นแปลงเกษตรทดลองของอาณานิคมอังกฤษ มีการปลูกพืชหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือยางพารา ที่กลายมาเป็นพืชหลักที่นำความเจริญรุ่งเรืองที่ดีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี 1875 และในปีเดียวกันนี้เอง ยังมีการทดลองทำสวนสัตว์ภายในพื้นที่ อันเป็นสวนสัตว์แห่งแรกของประเทศ มีการนำจิงโจ้  อุรังอุตัง และแรด มาจัดแสดง หากในท้ายที่สุดในปี 1905 ก็มีการย้ายสวนสัตว์ไปที่อื่น



ไม่เพียงเท่านั้นสวนแห่งนี้ยังมีชื่อเสียงในฐานะเรือนเพาะชำที่ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์กล้วยไม้ โดยเฉพาะในช่วงปี 1925-1949 ภายใต้ผู้อำนวยการสวน Professor Eric Holttum ซึ่งได้ตั้งสวนกล้วยไม้แห่งชาติในพื้นที่แห่งนี้ขึ้น (ปัจจุบันมีกล้วยไม้มากกว่า 450 สายพันธุ์จัดแสดงอยู่ในสวนแห่งนี้) นอกจากนี้ยังมีการผสมพันธุ์กล้วยไม้ Vanda Miss Joaquim ซึ่งกำหนดให้เป็นดอกไม้ประจำชาติของสิงคโปร์

และสิงคโปร์ก็ใช้ความสำเร็จในการเพาะพันธุ์กล้วยไม้ที่หลากหลายนี้ไปได้ดีกับความสัมพันธ์ทางการทูต เพราะมีการตั้งชื่อกล้วยไม้สายพันธุ์ใหม่ที่ค้นพบตามชื่อบุคคลสำคัญระดับโลกที่เคยมาเยือนสิงคโปร์ อาทิ  แวนด้า วิลเลียม แคทเธอรีน และพาราแวนด้า เนลสัน แมนเดล่า รวมไปถึงดาราดังอย่างเฉินหลง และชาห์ รุข ข่าน ซึ่งปัจจุบัน ‘หอเกียรติยศกล้วยไม้’ มีชื่อของกล้วยไม้สายพันธุ์วีไอพีมากกว่า 200 ต้นจัดแสดงอยู่ ถือเป็นการสานความสัมพันธ์ผ่านการตลาดแอบแฝงได้อย่างแหลมคมทีเดียว





ที่สำคัญในยุค 60’s ในช่วงภายหลังที่สิงคโปร์แยกประเทศออกจากมาเลเซีย และลี กวน ยู เริ่มสร้างชาติ สวนแห่งนี้ยังเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญที่สุดของผู้คนในชาติ มีคู่รักพากันมาออกเดต ครอบครัวมาปิกนิก รวมไปถึงการจัดการแต่งงาน ตามแลนด์มาร์คสำคัญๆ อย่างศาลาหลังน้อยข้างบึง Swan Lake, ใต้ต้นไทรพม่าต้นใหญ่ หรือแบนด์สแตนด์ สถานที่ที่เคยเป็นที่จัดแสดงดนตรี และปัจจุบันได้กลายเป็นทำเลที่คนนิยมมาถ่ายรูปแต่งงานคู่บ่าวสาว  

ความผูกพันระหว่างสวนสาธารณะ ประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตของผู้คน ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์มีความคิดที่จะเสนอให้สวนฯ แห่งนี้กลายเป็นมรดกโลก ต่อจากสวน Royal Botanic Gardens in Kew ของประเทศอังกฤษ และ Padua Gardens ในอิตาลี สองสวนพฤกษศาสตร์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกไปก่อนหน้า และความสำเร็จก็เกิดขึ้นเมื่อปี 2015  

ปัจจุบันสวนพฤกษศาสตร์แห่งนี้ มีคนมาเยี่ยมชมเฉลี่ย 4.4 ล้านคนต่อปี (สิงคโปร์มีประชากรราว 5.5 ล้านคน) มีทั้งชาวเมืองเอง และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก จัดแสดงพรรณไม้มากกว่า 60,000 ต้น เป็นสวนสาธารณะแห่งเดียวในเอเชียที่เปิดถึงเที่ยงคืนทุกวัน ทั้งยังมีกิจกรรมดนตรีในสวน การแสดงละครเวที และกิจกรรมสร้างสรรค์อีกหลากหลายจัดขึ้นทุกสัปดาห์



ที่สำคัญนี่คือพื้นที่สีเขียวแห่งแรกของประเทศที่จุดประกายให้ลี กวน ยู ประธานาธิบดีคนแรกของสิงคโปร์ผลักดันนโยบาย Garden City หรือการทำเมืองให้เต็มไปด้วยสวนอันร่มรื่น ให้อยู่ในแผนแม่บทการพัฒนาชาติ

ทุกวันนี้หากใครได้มาเยือนสิงคโปร์ จะพบว่านอกจากป่าคอนกรีตจากอาคารสูงเสียดฟ้าทั่วเมือง หากในทุกทิศทางที่เรามองออกไป จะพบว่ามีต้นไม้น้อยใหญ่ให้ร่มเงาควบคู่ไปด้วย ซึ่งความเขียวขจีและน่ามองทั้งหมดของประเทศนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากที่ดินอันรกร้างบนเกาะที่อาณานิคมอังกฤษปรับใช้ให้เป็นแปลงทดลองทางการเกษตร ก่อนจะกลายมาเป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศ และกลายมาเป็นมรดกของคนทั้งโลก

ภาพถ่ายโดย ttps://www.nparks.gov.sg

แชร์บทความนี้

CONTACTS


แคนดิเดทมรดกโลกที่สร้างไม่เสร็จในเลบานอน

ไม่เพียงทำให้คนตายเร็ว มลภาวะทางอากาศยังทำลายมรดกโลก

ฝุ่นลดได้ ถ้ารัฐเอาจริง: สำรวจการแก้ปัญหา PM 2.5 ของมหานครรอบโลก