MY WORLD

ไม่เพียงทำให้คนตายเร็ว มลภาวะทางอากาศยังทำลายมรดกโลก

วัดจากข้อมูลของ Air Quality Life Index โดยอ้างอิงดัชนีคุณภาพอากาศตามเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก หากเชียงใหม่ยังคงไม่มีการแก้ปัญหาหมอกควัน และเรายังคงต้องเผชิญกับภาวะเช่นนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อปี คนเชียงใหม่อาจมีอายุสั้นลง (หรือเสียชีวิตเร็วขึ้น) จากผลกระทบของฝุ่นละอองขนาดเล็ก เฉลี่ย 3.6 ปี!  

นี่ไม่ใช่ปัญหาที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบโดยตรงจะนิ่งนอนใจ เพราะในระดับโลก ยังมีการค้นพบว่ามลภาวะทางอากาศนี่แหละมีส่วนสำคัญทำให้เหล่าอาคารที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ผุกร่อนและเสื่อมสภาพเร็วขึ้นกว่าเดิม เพราะขนาดก้อนอิฐหินปูนยังสึกกร่อน แล้วระบบหายใจของคนจะเหลืออะไร?

งานวิจัยล่าสุดจากสถาบันวิจัยและป้องกันสิ่งแวดล้อม (ISPRA) และสถาบันอนุรักษ์และฟื้นฟูมรดก (ISCR) ของประเทศอิตาลี พบว่ามีแหล่งหรือสิ่งปลูกสร้างที่เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ซึ่งทำจากหินปูนและสำริดมากถึง 3,600 แห่งทั่วกรุงโรมกำลังเสื่อมสภาพลงอันเป็นผลจากมลภาวะทางอากาศซึ่งมีซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนไดออกไซด์อันมีฤทธิ์เป็นกรด ซึ่งจะทำปฏิกิริยาในการละลายแคลเซียมในวัตถุโดยเฉพาะในหินปูนหรือหินอ่อน ซึ่งไม่เพียงทำให้ผุกร่อน หากนานๆ ไปยังส่งผลให้หินอ่อนเหล่านั้นเกิดรอยร้าวและแตกลงได้ 

ข้อมูลระบุว่าฝุ่นละอองในอากาศมีผลทำให้หินอ่อนสึกกร่อนลงไป 5.2-5.9 ไมครอนต่อปี ขณะที่สำริดจะสึกกร่อนลง 0.30-0.35 ไมครอนต่อปี (ใช้กรอบวัดจาก UNESCO Convention on Long-range Transboudary Air Pollution: LRTAP Convention โครงการของยูเนสโกที่เฝ้าระวังผลกระทบของมลภาวะทางอากาศที่มีต่อพื้นที่มรดกทางประวัติศาสตร์) 


ภาพจาก https://www.indiatoday.in

โดยในปัจจุบันเว็บไซต์ของยูเนสโกระบุว่ามีแหล่งมรดกโลกถึง 22 แห่ง (รวมมรดกทางธรรมชาติ) ที่กำลังถูกมลภาวะทางอากาศคุกคาม อาทิ ป้อมอัคราในอุตตรประเทศ (อินเดีย), สนามกีฬายุคโรมันในเมืองอาร์ลส์ (ฝรั่งเศส), เมืองมรดกโลกวัลเลตตา (มอลตา), แหล่งโบราณสถานในกรุงไคโร (อียิปต์), ทัชมาฮาล (อินเดีย) ฯลฯ (ดูรายชื่อได้จาก http://whc.unesco.org/en/soc/action=list&&id_threats=87&id_search_state=&&&sitescategory=&index=21&maxrows=20)


ภาพจาก https://www.bbc.com/thai/international-39869803

แน่นอน เมื่อแหล่งมรดกโลกได้รับผลกระทบ นักท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ และผู้คนที่ทำงานอยู่รอบแหล่งมรดกโลกนั้นๆ ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย อย่างเห็นได้ชัดคือ สังเวชนียสถาน ในลุมพินี ประเทศเนปาล ซึ่งได้รับผลกระทบจากควันและฝุ่นละอองจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยรอบ จนกลายเป็นสถานที่ที่มีระดับมลพิษสูงสุดในประเทศเมื่อปี 2017 (มีค่า PM 2.5 เท่ากับ 173.035 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร สูงกว่าระดับปลอดภัยจากเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลกเกือบ 10 เท่า) ฝุ่นเหล่านี้กระทบโดยตรงต่อพระสงฆ์และนักบวช รวมถึงนักท่องเที่ยวที่มาเยือนลุมพินีปีละกว่า 1 ล้านคน ทั้งยังส่งผลร้ายต่อความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ ซึ่งฝุ่นละอองได้จับตัวตามต้นไม้ใบหญ้าเป็นปื้นขาวหนา

กระนั้นก็ตามรัฐบาลที่รับผิดชอบโดยตรงต่อการดูแลแหล่งมรดกโลกของพื้นที่ต่างๆ ก็หาได้นิ่งนอนใจ โดยได้ร่วมมือกับยูเนสโกและเหล่าผู้เชี่ยวชาญในการแสวงหากระบวนการแก้ไขภัยคุกคามทางอากาศนี้ เช่นที่รัฐบาลเนปาลกลับมาเข้มงวดกับกฎการตั้งโรงงานรอบลุมพินี (จากเดิมกำหนดไว้ในรัศมี 15 กิโลเมตร หากก็ยังมีบางโรงงานฝ่าฝืนอยู่) หรือที่รัฐอุตตรประเทศที่มีผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่บูรณะหินอ่อนและหินทรายของป้อมอัคระ และกดดันให้รัฐบาลแก้ปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมและแหล่งที่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศโดยรอบ

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.tcijthai.com/news/2019/3/scoop/8884
http://whc.unesco.org/en/soc/action=list&&id_threats=87&id_search_state=&&&sitescategory=&index=21&maxrows=20
https://www.unece.org/info/media/news/environment/2015/air-pollution-puts-cultural-heritage-at-risk/air-pollution-puts-cultural-heritage-at-risk.html

ภาพเปิดจาก AP (ที่มา: https://www.independent.co.uk/news/world/europe/rome-and-milan-ban-cars-from-roads-in-battle-against-air-pollution-a6789166.html)

แชร์บทความนี้

CONTACTS


แคนดิเดทมรดกโลกที่สร้างไม่เสร็จในเลบานอน

สวนสาธารณะมรดกโลกแห่งแรกของเอเชีย

ฝุ่นลดได้ ถ้ารัฐเอาจริง: สำรวจการแก้ปัญหา PM 2.5 ของมหานครรอบโลก