OUR CHILDRENS

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 12: มรดกจากยุคทองของล้านนา

แม้เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่จะประกอบขึ้นจากการสั่งสมศิลปวัฒนธรรมหลากยุคสมัยตลอดเจ็ดร้อยกว่าปีที่ผ่านมา หากก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคราชวงศ์มังราย ซึ่งถือเป็นยุคแรกเริ่มสร้างเมือง ถือเป็นยุคสมัยที่สำคัญที่สุด อันก่อให้เกิดหลักฐานเชิงประจักษ์ชิ้นสำคัญหลายต่อหลายชิ้นที่สะท้อนคุณค่าอันโดดเด่นเป็นสากลของเมืองเชียงใหม่

ในบทนี้เราจึงพาไปไล่เรียง 'มรดก' ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยที่นักประวัติศาสตร์ต่างเห็นตรงกันว่าเป็นยุคทองของล้านนา เนื่องจากเป็นยุคที่เชียงใหม่ขึ้นสู่จุดสูงสุดของการเป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรม การเมืองการปกครอง ภาษาและวรรณกรรม รวมถึงการเป็นศูนย์กลางการค้าแห่งสำคัญของภูมิภาค

เริ่มจากคูเมืองที่วางล้อมรอบเมืองเก่าเชียงใหม่อยู่ทุกวันนี้ ซึ่งสร้างขึ้นพร้อมกับที่พระญามังรายก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ.1839 นี่คือรูปแบบการจัดการชลประทานที่พระญามังรายทรงรับแนวคิดมาจากสุโขทัย เช่นเดียวกับเจดีย์ช้างล้อมภายในวัดเชียงมั่น วัดแรกของเมืองเชียงใหม่



พญาผายู กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 5 (ครองราชย์ พ.ศ. 1888-1898) โปรดให้สร้างวัดลีเชียงพระ บริเวณศูนย์กลางการค้าในเขตคูเมือง โดยต่อมาในรัชสมัยพญาแสนเมืองมาได้อัญเชิญพระพุทธสิงหิงค์จากเมืองเชียงรายมาประดิษฐานที่นี่ วัดลีเชียงพระจึงเป็นที่รู้จักในนามวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร เป็นวัดสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งของล้านนา

ในรัชสมัยของพญากือนา กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6  (พ.ศ. 1882-1916) ถือเป็นการเข้าสู่ยุคสมัยแห่งความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาอย่างแท้จริง โดยเฉพาะใน พ.. 1914 พญากือนา โปรดให้อาราธนาพระสุมนเถรจากกรุงสุโขทัยมาประดิษฐานพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ในล้านนา และได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไว้ ณ วัดสวนดอก เกิดศูนย์กลางพุทธศาสนาแห่งใหม่ของภูมิภาคแทนที่อาณาจักรหริภุญชัย พร้อมกันนั้นยังได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุอีกส่วนขึ้นหลังช้างเผือกเสี่ยงทาย ไปประดิษฐานบนดอยสุเทพ จนเกิดเป็นวัดพระธาตุดอยสุเทพ หนึ่งในวัดที่เป็นแลนด์มาร์คทางประวัติศาสตร์ของเมืองมาถึงปัจจุบัน

ในรัชสมัยต่อมา พญาแสนเมืองมา (ครองราชย์ พ.ศ. 1938-1944) ได้ทรงสร้างพระเจดีย์หลวง เจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเชียงใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นศรัทธาต่อพุทธศาสนาอันยิ่งใหญ่ รวมไปถึงความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจในยุคสมัยนั้น







เช่นเดียวกับในยุคพระเจ้าติโลกราช (ครองราชย์ พ.ศ. 1985-2034) ที่ซึ่งพระองค์ได้ส่งเสริมให้ประชาชนเรียนรู้หลักธรรมทางพุทธศาสนา ทำให้ชาวล้านนามีความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีและสันสกฤต และยังทำให้มีการสร้างวัดวาอารามแห่งใหม่ขึ้นมามากมาย อาทิ วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) ซึ่งพระองค์ยังใช้เป็นสถานที่สังคยนาพระไตรปิฎกอีกด้วย



ทั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบศาสนสถาน โดยเฉพาะเจดีย์และวิหาร ยังสะท้อนให้เห็นการปรับเปลี่ยน ต่อยอด ผสมผสาน และแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาเชิงช่างโบราณของดินแดนในภูมิภาคล้านนาเอง และดินแดนอื่นๆ กับล้านนา อาทิ รูปแบบเจดีย์ทรงปราสาทของวัดกู่กุดและกู่คำที่พ้องไปกับเจดีย์วัดพญาวัดของเมืองน่าน ซึ่งสันนิษฐานว่ามาจากการที่พระเจ้าติโลกราชแผ่อำนาจไปสู่เขตตะวันออกของล้านนา หรือในยุคที่พระเจ้าติโลกราชทำการรบกับอยุธยา และได้ยึดครองเมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) ไว้ ก็ได้นำอิทธิพลของเจดีย์ทรงระฆังของสุโขทัยมาสร้างเจดีย์วัดป่าแดงของเชียงใหม่ และเจดีย์วัดป่าแดงบุนนาคของเมืองพะเยา เป็นต้น

การก่อรูปปราสาทต่อท้ายวิหาร หรือวิหารต่อซุ้มจระนำ ซึ่งเป็นอิทธิพลจากพุกามและสุโขทัย ก็ปรากฏให้เห็นกับวิหารในยุคทองของเชียงใหม่หลายแห่งด้วย ที่เห็นได้ชัดคือวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ หรือวิหารวัดปราสาท เป็นอาทิ            
อย่างไรก็ดี กุญแจสำคัญที่ขับเคลื่อนให้เกิดยุคทองของล้านนาคือ ‘ภาษาล้านนา’ ซึ่งภิกษุเชียงใหม่ใช้ถ่ายทอดวรรณกรรมทางพุทธศาสนาเผยแพร่ไปทั่วภูมิภาคล้านนารวมถึง เวียงจันทน์ ล้านช้าง เชียงตุง พม่า และอยุธยา เมืองเชียงใหม่จึงกลายเป็นศูนย์กลางทางศาสนา และเกิดวัดวาอารามอันงดงามหลากหลายที่เป็นหลักฐานของยุคสมัยในเวลาต่อมา

เหล่านี้เป็นเสียงส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวสำคัญในยุคทองของล้านนา อันก่อให้เกิดศาสนสถานสำคัญๆ หลายแห่งที่เกือบทั้งหมดยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และยังคงมีชีวิตชีวาอยู่จนถึงปัจจุบัน



พร้อมกันนั้น หาใช่เพียงมรดกจากปูชนียสถานที่เราสามารถสัมผัสได้เท่านั้น หากรูปแบบทางศิลปกรรม ภูมิปัญญาในการก่อสร้าง แนวความคิดของการวางผังอาคาร รวมไปถึงวัฒนธรรมและประเพณีที่ติดพ่วงมาจากวัดทั้งหลายและโบราณสถานแห่งอื่นๆ ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงเหล่านี้ ล้วนเป็น 'มรดก' ที่ทรงคุณค่า และไม่อาจพบเห็นได้จากเมืองไหนๆ และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมมรดกจากยุคทองของล้านนา สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกหรือสมบัติของผู้คนทั้งโลก

แชร์บทความนี้

CONTACTS


4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 14: 'ฟื้นม่าน' ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูและฐานรากของการสืบสาน

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 13: คุณค่าที่เกิดจากการผสานผสม

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 11: เชียงใหม่ 720 ปี