OUR CHILDRENS

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 14: 'ฟื้นม่าน' ยุคสมัยแห่งการฟื้นฟูและฐานรากของการสืบสาน

หลังจากเชียงใหม่ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า 216 ปี ในปี 2317 พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ร่วมกับพระยากาวิละและพระยาจ่าบ้าน ทำศึกขับไล่พม่าออกจากแผ่นดินล้านนาได้สำเร็จ แม้ภายหลังจากนั้นเชียงใหม่จะสูญเสียอำนาจการปกครองให้แก่สยาม (โดยมีพระยากาวิละได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมือง หากก็บริหารแผ่นดินผ่านสิทธิ์ขาดจากกรุงเทพฯ) หากความพยายามฟื้นฟูเมืองที่เคยร้างไร้ผู้คนจากภัยสงคราม ให้กลับมามีชีวิตดังเดิมของพระยากาวิละ ด้วยการกวาดต้อนผู้คนหลากเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นชนเผ่าไทลื้อ ไทยอง และไทเขินจากแคว้นสิบสองปันนา เชียงรุ่ง เชียงตุง ฯลฯ มาอาศัยอยู่ในเมืองเชียงใหม่ ก็สร้างหมุดหมายสำคัญในประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ซึ่งส่งผลมาถึงปัจจุบัน

'ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง' คือชื่อเรียกยุคสมัยดังกล่าว  ช่วงเวลา 14 ปี (พ.ศ. 2325-2339) ที่พระยากาวิละรวบรวมกำลังคนเพื่อเป็นฐานอำนาจในการปกครองและเศรษฐกิจ พระองค์ยังได้ทรงบูรณะซ่อมแซมเมืองเชียงใหม่ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูประตู กำแพง และคูเมือง การบูรณะวัดสำคัญๆ หลายแห่ง ฟื้นฟูเสาอินทขิล เสาหลักเมืองเชียงใหม่ โดยย้ายไปประดิษฐาน ณ วัดเจดีย์หลวง และการฟื้นฟูพิธีปราบดาภิเษกซึ่งเคยปฏิบัติกันในรัชสมัยของพระญามังราย ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นความพยายามที่จะสืบสานความรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาให้กลับมาในพื้นที่เดิมอีกครั้ง

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) แห่งสยาม ได้สถาปนาพระยากาวิละให้เป็น พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในปี 2325 และครองราชย์อยู่ 31 ปี ก่อนที่ลูกหลานของพระองค์ในราชวงศ์ทิพย์จักร จะครองราชย์ต่อมารวมทั้งหมด 9 พระองค์ รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 157 ปี (พ.ศ. 2325-2482) โดยช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมไปกับการรื้อฟื้นของเก่า เชียงใหม่ก็ได้เปิดรับศิลปวิทยาการจากต่างถิ่นเข้ามามากมาย โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมจากพม่า จีน และอังกฤษ สามชาติสำคัญที่เข้ามามีบทบาททางการค้าในช่วงศตวรรษที่แล้ว ดังจะเห็นได้จากอาคารพาณิชย์รูปแบบผสมในชุมชนวัดเกตการาม และบนถนนท่าแพซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าในศตวรรษที่ผ่านมา หรือการสร้างคุ้มหลวงสำหรับเจ้าผู้ครองนครและชนชั้นสูงที่รับเอาอิทธิพลตะวันตกเข้ามา รวมไปถึงอาคารราชการ อาทิ อาคารศาลากลางเชียงใหม่ (ปัจจุบันคือหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่) ศาลแขวง (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา) เป็นต้น

ยุคสมัยของการฟื้นม่าน ไม่เพียงช่วยสะท้อน 'ความยั่งยืน' ในชัยภูมิของเมืองที่สืบต่อกันมาหลายศตวรรษ หากยังเป็นเครื่องย้ำว่า ไม่ว่าจะผ่านกี่ยุคสมัย รากเหง้าทางศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่สั่งสมกันมาก็ยังคงไม่เลือนหายไป ขณะเดียวกันเมืองเชียงใหม่ก็พร้อมเปิดรับศิลปวิทยาการใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้ เพื่อเป็นฟันเฟืองในการพัฒนาเมืองต่อไป 

 

 

แชร์บทความนี้

CONTACTS


4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 15: ระดมความคิดเห็นจากชุมชนครั้งแรก

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 13: คุณค่าที่เกิดจากการผสานผสม

4 ปี การขับเคลื่อนเชียงใหม่สู่มรดกโลก ตอนที่ 12: มรดกจากยุคทองของล้านนา