MY HERITAGE

การทำงานของคณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก (ตอนที่ 2)

จากตอนที่แล้ว อ.อิศราได้คุยกับเราว่า ขณะนี้การทำงานของทีมผังเมืองได้เดินทางมาถึงการจัดทำร่างข้อสรุปรูปแบบการนำเสนอ และขอบเขตพื้นที่หลักที่จะนำเสนอให้คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณา และวันนี้อาจารย์จะมาแบ่งปันเรื่องราวขั้นตอนการทำงาน และแผนการทำงานก้าวต่อไปของทีมศึกษาผังเมือง พร้อมด้วยมุมมองความคิดในฐานะเป็นหนึ่งในคณะทำงานฯ ที่มีต่อเมืองเชียงใหม่ เพื่อชักชวนให้พวกเราได้ร่วมกันคิด หรือบอกเล่ามุมมองของตัวเองไปด้วยกัน

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่านตามไปอ่านตอนที่ 1. ได้ตาม link นี้ครับhttps://www.facebook.com/1810306892539497/photos/pcb.1845804652323054/1845804132323106/?type=3&theater

Q: คณะทำงานได้เลือกเมืองเก่าเชียงใหม่ให้เป็นพื้นที่หลัก เพราะประเด็นผังเมืองนั้นมีโอกาสที่จะทำให้เราได้รับการพิจารณาเป็นมรดกโลก หากให้อาจารย์ช่วยวิเคราะห์ อาจารย์คิดว่าอะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราผ่านการพิจารณา 
A: ขอมองในมุมผังเมืองนะคะ ปัจจัยสำคัญประการแรก คือ การค้นหาตัวตนและคุณค่าของผังเมืองของเราให้เจอ และพอหาเจอแล้ว ก็ต้องหาข้อมูลและหลักฐานที่มีความเข้มแข็งมาสนับสนุน ต้องอย่าลืมว่า คุณค่าที่เราซาบซึ้งกันอยู่ทุกวันนี้ มันเป็นเรื่องภายในของเราเอง ซึ่งจริงๆ คนทั่วโลกเค้าก็อาจจะไม่ซาบซึ้งไปกับเราด้วย ตรงนี้แหละจุดสำคัญ ความยากมันจึงอยู่ที่การหาหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือ ต้องมีความชัดเจน จริงแท้ และสามารถบอกได้ว่าคุณค่าที่เรายกมานั้นมันเป็นสากลอย่างไร

ประการที่สองคือ คนเชียงใหม่ต้องช่วยกันสร้างการมีส่วนร่วม ทั้งในกระบวนการตระเตรียมเอกสารที่จะนำเสนอ ซึ่งคณะทำงานกำลังขึ้นโครงร่าง และวางร่างแนวคิด (Theme)ที่น่าจะเหมาะสมกับเมืองของเราตามหลักฐานที่มี และเมื่อเสร็จสิ้น จะต้องมีการนำร่างข้อเสนอดังกล่าว สื่อสารกับสาธารณะ เพื่อระดมความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคนเชียงใหม่ คนในพื้นที่หลักอย่างชาวชุมชน พระสงฆ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน

นอกจากการพิจารณาตัวเอกสารกับแนวคิดหรือพื้นที่หลักแล้ว การพัฒนา Management Plan หรือแผนการบริหารจัดการพื้นที่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผนวกไปกับเรื่องการพัฒนาข้อเสนอ ซึ่งตัว Management Plan นอกจากจะได้จากการพิจาณาและอาศัยกฎหมายและข้อบัญญัติต่างๆ ที่มีอยู่เดิมมาสนับสนุนแล้ว คนเชียงใหม่ก็ต้องช่วยกันสร้าง และพิจารณาแผนฯใหม่ฉบับนี้ให้เหมาะสมที่สุด และทำได้จริงไปด้วยกัน 
ประการสุดท้าย คือ การตระเตรียมเมืองของเราให้พร้อม ตรงนี้เราช่วยกันทำได้ตั้งแต่ตอนที่เราพิจารณาเรื่องพื้นที่หลักร่วมกัน ก็ต้องช่วยกันดูเรื่องโอกาส และพลังในการทำงาน ว่าคนเชียงใหม่พร้อมแค่ไหนในการที่จะช่วยกันปรับเปลี่ยนและแก้ปัญหาในเมืองของเรา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการฟื้นฟูสภาพกายภาพเมืองเก่าให้กลับมาสง่างาม การแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ในพื้นที่ การปรับปรุงเทศบัญญัติและกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำเรื่องพวกนี้ได้ เราก็มีโอกาสลุ้นที่จะได้รับการพิจารณา

Q: ฟังแล้ว รู้สึกว่ามันไม่ง่ายเลยครับ 
A: ใช่ไม่ง่าย...แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้! มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา อย่างต่ำก็น่าจะราวๆ 5 ปี (UNESCO ให้เวลาเมืองที่ขึ้นรายชื่อใน Tentative List 10 ปี) และตอนนี้เราทำมาได้แค่ 5 เดือนเอง (หัวเราะ) การผลักดันเมืองของเราให้เป็นเมืองมรดกโลกมันเป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ ปรับเปลี่ยน พัฒนาเครื่องมือการทำงานร่วมกัน และการทำงานเพื่อเมืองไปเรื่อยๆ ต้องปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญให้มากที่สุด ใครช่วยอะไรได้ก็ต้องระดมมาช่วยกัน มันคือวาระของพวกเราทุกคน และมันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ด้วยกลุ่มคนกลุ่มเดียว มันจำเป็นต้องขยายคนทำงาน คนที่สนใจจะมาร่วมมือออกไปให้กว้างที่สุด ปรับเปลี่ยน ถกเถียงไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่เหมาะสม

Q: ความยากในการทำงาน ทำให้เหนื่อยและ ท้อบ้างไหมครับ 
A: งานนี้เป็นงานที่ทำให้ต้องถอนหายใจบ่อยที่สุด(หัวเราะ) เพราะงานนี้เป็นงานใหญ่เกินกำลัง มันมีเรื่องเยอะมากที่ต้องดู ต้องคิด ต้องทำความเข้าใจ แต่ตัวเองก็เอาความรู้ที่มี และค้นคว้าเพิ่มเติม ปรึกษาอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญหลายคน ก่อนจะนำข้อมูลมาวิเคราะห์ สร้างเป็นข้อเสนอให้คณะทำงานช่วยกันถกเถียง สังเคราะห์ และปรับแก้กันหลายครั้ง เป็นโอกาสการทำงานที่ดีมากๆ เพราะกลุ่มคนที่มาทำ ล้วนเป็นผู้รู้ และทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยกับการทำงานหนักไม่ต่างกัน ส่วนตัวเองเป็นคนที่รักและแฮ้ปปี้กับงานที่ทำเสมอ เพราะถ้าไม่รักเราจะทรมาน แล้วงานก็จะออกมาไม่ดี อย่างที่บอกว่าก่อนจะรับงาน เราก็ประวิงเวลาพอสมควร จนเรามั่นใจว่า เราทำมันได้เต็มที่จริงๆ

ส่วนเรื่องปัญหา และแรงเสียดทานในการทำงานนั้นมันก็มีอยู่ จริงๆ ทุกงานก็ต้องมีเรื่องพวกนี้แหละ อย่างทุกวันนี้ก็ยังมีคนที่คิด และมีคำถามว่า จะทำไปทำไม? หรือบางคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องทำ หรือไม่ต้องเป็นมรดกโลกก็ได้ ก็มองว่าความคิดเห็นที่แตกต่างนั้นมันเป็นเรื่องปกติ เพราะเมื่อเมืองของเราได้รับการรับรองแน่นอนว่า อาจจะมีกลุ่มคนที่เสียประโยชน์ และกลุ่มคนได้ประโยชน์ แต่สิ่งที่เราทุกคนช่วยกันได้ คือ ช่วยกันพูดคุย รับฟัง และเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการบริหารจัดการให้มากที่สุด ให้ทุกคนเข้าใจ และโอเคไปกับข้อตกลงที่เราจะมีร่วมกัน

Q: การทำงานของทีมศึกษาผังเมืองที่จะดำเนินการต่อไป
A: ทีมศึกษาผังเมือง และคณะทำงานฯ มีเวลา 8 เดือน ในการเตรียมร่างเอกสาร ขณะนี้เราได้ร่างข้อสรุปที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว อีก 3 เดือนที่เหลือ จะเป็นช่วงเวลาของการเตรียมเอกสารเพิ่มเติมให้เนื้อหาสรุปคุณค่าของผังเมือง และเรื่องขอบเขตพื้นที่หลัก รวมไปถึงร่างข้อเสนอที่มีความสมบูรณ์ที่สุด

Q: สุดท้ายแล้วครับ อาจารย์มีความคิด หรือความในใจ ฝากถึงแฟนเพจ และคนเชียงใหม่ที่กำลังติดตามเรื่องมรดกโลกอย่างไรบ้าง 
A: เรื่องแรก คือ อยากจะบอกว่างานที่ทีมศึกษาผังเมือง และคณะทำงานฯ กำลังทำ มันเป็นเพียงแค่เสี้ยวหนึ่งของงานใหญ่ทั้งหมด และที่ผ่านมา งานเรื่องการดูแลรักษาเมืองเชียงใหม่ของเราให้น่าอยู่ และดีขึ้นนั้น มีงานที่เป็นพื้นฐาน และยังมีการทำอยู่ในตอนนี้มากมาย ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างงานของกรรมมาธิการสถาปนิกล้านนาในการให้รางวัลอาคารที่มีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม หรือการปรับเปลี่ยนสีอาคารตามเทศบัญญัติ เมื่อปลายปีที่แล้ว การทำงานเรื่องผังเมืองรวมเมืองเชียงใหม่ที่ได้ประกาศเขตอนุรักษ์สำหรับพื้นที่สี่เหลี่ยมคูเมือง และพื้นที่ย่านวัดเกต งานเอาสายไฟลงใต้ดิน งานของกลุ่มภาคประชาสังคมหลากหลายกลุ่มตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน ตัวเองมองว่างานทั้งหมดนี้เป็นฐานกำลังสำคัญและเข้มแข็งมากๆ ในการทำงานเรื่องอนุรักษ์เมืองมาโดยตลอด ตรงนี้แหละที่เป็นอีกหนึ่งจุดแข็ง และเพิ่มความเป็นไปได้ให้กับการเสนอเมืองของเราสู่การพิจารณาเป็นมรดกโลก

เรื่องที่สอง คือ ยังมีความคิดประมาณว่า การอนุรักษ์ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจมันเป็นเรื่องตรงกันข้าม และขัดแย้งกัน ซึ่งตรงนี้คิดว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป โดยเฉพาะกับเมืองเชียงใหม่ จริงอยู่ที่เมืองของเรานั้นอยู่ได้ด้วยฐานของเศรษฐกิจ ที่มาจากการท่องเที่ยว แต่อย่าลืมว่าฐานทรัพยากรของธุรกิจท่องเที่ยวก็ตั้งอยู่บนฐานวัฒนธรรมและธรรมชาติ ถ้าไม่มีหรือไม่เก็บรักษาฐานทรัพยากรทั้งสองอย่างนี้ไว้ให้ได้ วันข้างหน้าตัวเศรษฐกิจของเมืองก็จะเริ่มถดถอย ดังนั้นเราควรปรับมุมมองของเรา อย่าคิดแค่เรื่องทำมาหากินอย่างเดียว เพราะสิ่งที่เราใช้สอยคือมรดกทางวัฒนธรรม และมรดกทางธรรมชาติ เพราะถ้ามันสูญหาย หรือหมดไปแบบไม่เหลืออะไรเลย เชียงใหม่ก็ไม่ต่างจากเมืองอื่นๆ และเชียงใหม่ก็จะไม่เป็นเชียงใหม่อีกแล้ว

ที่พูดอย่างนี้ไม่ได้บอกว่าเราต้องเก็บเชียงใหม่ให้ล่าหลัง เอิงเอย ต่อนยอน เราต้องยอมรับความจริงว่าโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว วิถีชีวิตของคนก็เปลี่ยนไป แต่สิ่งไหนที่เป็นเสน่ห์ สิ่งไหนที่ดีงาม เป็นมรดกที่เราภาคภูมิใจ เราก็ต้องช่วยกันดูแลเก็บรักษา ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการหันกลับมาดูแลฐานทรัพยากรของเรา มันก็ไม่ได้หล่นหายไปไหน ประโยชน์เหล่านั้น วันหนึ่งมันก็จะมาถึงเรา และคนรุ่นลูก รุ่นหลานของเรา ทั้งเรื่องการทำมาค้าขาย การอยู่อาศัย และเรื่องของจิตใจ

มันจะดีกว่าไหม ถ้าเราลงมือทำเสียตั้งแต่วันนี้ ดีกว่าจะปล่อยให้เมืองของเราทรุดโทรมลงไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราถึงมารู้สึกตัวว่า มันสายไปเสียแล้ว และก็ได้แต่เพียงสร้างสิ่งเทียมของเก่าขึ้นมาใหม่ เพื่อจะเอาไว้ขาย เพื่อจะได้อวดคนอื่นว่าเรา(เคย)มีดี และขณะเดียวกัน เราก็อยู่ในเมืองนี้อย่างไม่มีความสุขอีกแล้ว ไม่อยากให้ถึงวันนั้น 
และคิดว่า วันนี้ ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป หากเราช่วยกันอย่างจริงจัง

ต่อให้ไม่ได้เป็นมรดกโลก ...เราก็กำไรแล้ว

 

เรื่อง: chiangmaiworldheritage.net
ภาพ: คณะทำงานผลักดันเชียงใหม่สู่เมืองมรดกโลก 

แชร์บทความนี้

Add Line ID

พระพุทธบาทประดับมุก วัดพระสิงห์ อีกหนึ่งมรดกล้ำค่าของล้านนา

พระสัพพัญญูเจ้าเดชเมือง เมื่อศาสนาผสานการเมืองอย่างละมุนละม่อม

ชวนไปดูนิทรรศการจิตรกรรมฝาผนังระดับมาสเตอร์พีซของล้านนา